หมวดหมู่: Lit in Panels (นิยายในช่องภาพ)

เล่าฉากประทับใจและปมขัดแย้งสำคัญจากนิยายเล่มโปรด ผ่านงานภาพคอมิกสีน้ำและมุมมองชวนถก

  • ก็แค่เลื่อนขั้น? The Tainted Cup — นิยายสืบสวนแฟนตาซีกับความหวังของลูกมือ

    ก็แค่เลื่อนขั้น? The Tainted Cup — นิยายสืบสวนแฟนตาซีกับความหวังของลูกมือ

    ผมสะดุดกับฉากนี้ใน The Tainted Cup ทั้งที่ไม่มีใครพบเบาะแสใหม่เลยครับ มีแค่ Din ยืนอยู่ตรงประตู รออานาเซ็นเอกสารให้ หลังเพิ่งรายงานเรื่องงานกันยาวๆ บางครั้งสิ่งที่ทำให้เราเข้าใจตัวละครมากขึ้นก็เป็นเรื่องประมาณนี้ คนหนึ่งคิดว่าวันทำงานจบแล้ว แต่อีกคนยังกลับไม่ได้ เพราะยังมีเรื่องเล็กๆ ที่สำคัญกับชีวิตเขาค้างอยู่

    สิ้นเดือนแล้ว ดินต้องใช้ใบรับรองเพื่อรับค่าตอบแทน อานาเพิ่งนึกได้ เธอหยิบกระดาษมาเซ็นให้ แล้วบ่นว่าเมื่อไหร่จะไม่ต้องวุ่นวายกับเอกสารพวกนี้อีก ดินตอบว่าเมื่อเขาพ้นการฝึกและได้เป็นผู้ช่วยเต็มตัว อานาก็หัวเราะกับเรื่องเลื่อนขั้นในระบบราชการของเมืองนี้ ทำนองว่ามันจะพิเศษอะไรนักหนา ถ้าฟังจากฝั่งเธอ มันก็เป็นมุกบ่นงานนั่นแหละครับ งานเอกสารน่าเบื่อ ใครจะอยากทำ แต่สำหรับคนที่ยืนถือกระดาษอยู่ มุกนี้ขำยากหน่อย

    ดินยืดตัวตรงแล้วบอกว่ามันสำคัญกับเขา และกับคนที่เข้ารับราชการเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น ผมชอบที่เขาไม่ได้ขึ้นเสียง ไม่ได้แจกแจงความลำบากทั้งหมดให้หัวหน้าฟัง และไม่ได้พยายามพิสูจน์ว่าระบบนี้ดีจนห้ามใครวิจารณ์ เขาแค่บอกว่า เรื่องที่คุณกำลังหัวเราะอยู่นั้นมีความหมายกับผม มันเป็นการตอบที่สุภาพ แต่คนฟังจะทำเป็นไม่ได้ยินต่อก็ลำบากแล้ว

    ตอนอ่านผมเข้าใจทั้งความรำคาญเอกสารของอานาและความจริงจังของดินนะครับ บางอย่างพอเราได้มาแล้ว มันกลายเป็นเรื่องธรรมดาเร็วมาก ตำแหน่งที่เคยอยากได้ วันหนึ่งก็เหลือแค่งานกับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น แต่คนที่ยังเดินมาไม่ถึงมีเหตุผลของเขาที่จะรอจุดนั้นอยู่ เหมือนเราขึ้นบันไดไปแล้วหลายชั้น จนลืมว่าขั้นแรกก็ต้องออกแรงเหมือนกัน ถ้าเป็นผม เผลอพูดไปแล้วก็คงต้องหยุดคิดอยู่เหมือนกันว่า เรากำลังบ่นสิ่งที่ตัวเองต้องทำ หรือเผลอหัวเราะกับสิ่งที่อีกคนกำลังพยายามจะเป็น

    แล้วอานาก็ขอโทษ คำพูดออกมาอย่างฝืนๆ ซึ่งผมกลับชอบมากกว่าที่เธอจะลุกขึ้นมากล่าวอะไรยืดยาว คนที่มั่นใจในตัวเองมากยอมรับว่าพูดพลาดได้ ส่วนลูกมือก็กล้าบอกว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร ฉากสั้นนิดเดียว แต่ทำให้ความสัมพันธ์ของคู่นักสืบกับผู้ช่วยมีอะไรมากกว่าคนเก่งออกคำสั่งแล้วอีกคนทำตาม คอมิกสามหน้านี้จึงเก็บแค่ช่วงรับเอกสารจนถึงคำขอโทษครับ

    เกร็ดเล็กๆ คือกระดาษที่ดินรอเป็นเอกสารรับรองค่าตอบแทนรายเดือน ไม่ใช่หนังสือเลื่อนตำแหน่ง เขายังต้องทำงานต่อเพื่อไปถึงจุดที่หวังไว้ ผมเลยจำช่วงที่เขายืนถือกระดาษแล้วตอบอานาได้ชัด บางทีคนที่เราร่วมงานด้วยก็ไม่ได้ต้องการให้เราตื่นเต้นกับเป้าหมายเดียวกัน แค่ฟังให้จบว่าทำไมมันถึงสำคัญกับเขา ก็มีความหมายแล้วครับ

  • เกรงใจจนเกือบไม่รอด! Dracula จากนิยายคลาสสิกสยองขวัญ

    เกรงใจจนเกือบไม่รอด! Dracula จากนิยายคลาสสิกสยองขวัญ

    เมื่อวานช่วงเย็นตอนแสงแดดเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มหม่นๆ ลอดมู่ลี่เข้ามาในห้องทำงาน ผมนั่งจิบกาแฟดำที่เริ่มเย็นชืดแล้วเปิดอ่าน Dracula ของ Bram Stoker ซ้ำอีกรอบบนเครื่องอ่านอีบุ๊กครับ พูดตามตรงว่าตอนอ่านสมัยหนุ่มๆ ผมก้อมองว่ามันเป็นนิยายผีดูดเลือดบรรยากาศวังเวงตามธรรมดานั้นแหละ แต่พอมาอ่านในวัยที่เราอายุมากขึ้นและเห็นอะไรต่ออะไรมานาน สิ่งที่ทำให้ผมขนลุกกลับไม่ใช่เรื่องเขี้ยว เลือด หรือค้างคาวเลยครับ… เดี๋ยวสิ พูดให้ถูกคือความสยองของจริงในบทที่สองกับบทที่สามมันคือเรื่องของการละเมิดขอบเขตส่วนบุคคลและการใช้อำนาจกดทับภายใต้หน้ากากความสุภาพต่างหาก

    ลองนึกภาพตามนะครับ โจนาธาน ฮาร์เกอร์ ทนายหนุ่มที่เพิ่งสอบตั๋วผ่านหมาดๆ ถูกเจ้านายส่งตัวข้ามทวีปมาปิดดีลขายที่ดินให้ท่านเคานต์ในปราสาทหินเก่าๆ ที่เย็นยะเยือกและเหม็นอับตั้งแต่ก้าวแรก ตัวปราสาทกว้างใหญ่แต่ไม่มีคนรับใช้สักคน แถมระยะห่างระหว่างห้องโถงกับหน้าต่างหินที่มองลงไปเห็นแต่เหวลึกก้อถูกออกแบบมาเหมือนระบบปิดที่ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์ จนเช้าวันที่ 8 พฤษภาคม ตอนที่ฮาร์เกอร์เอาเม็ดโฟมโกนหนวดป้ายคางแล้วส่องกระจกบานเล็กที่พกมาเอง จู่ๆ ท่านเคานต์ก้อโผล่มาวางมือเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็งลงบนไหล่จากด้านหลังจนใบมีดบาดคางเลือดซึม จังหวะที่เขามองเข้าไปในกระจกแล้วสังเกตุว่าเห็นห้องด้านหลังครบทุกตารางนิ้วแต่กลับไม่มีเงาของคนที่ยืนซ้อนหลังตัวเองอยู่เลย แถมพอหันไปท่านเคานต์ยังตาแดงก่ำพุ่งเข้าจะคว้าคอ ดีที่มือไปชนสายสร้อยไม้กางเขนเสียก่อน ท่านเคานต์เลยแก้เก้อด้วยการกระชากกระจกโกนหนวดเขวี้ยงทิ้งออกนอกหน้าต่างแตกกระจาย แล้วบ่นหน้าตาเฉยว่ากระจกเป็นของไร้สาระที่ทำให้มนุษย์หลงตัวเอง

    ถ้าเป็นพวกเราเจอเหตุการณ์ผิดปกติระดับที่สมมติฐานเรื่องความปลอดภัยพังทลายขนาดนี้ สัญชาตญาณต้องสั่งให้หาทางออกจากระบบนี้ทันทีใช่ไหมครับ แต่จุดที่อ่านแล้วได้แต่ถอนหายใจปนขำแห้งๆ คืออีกไม่กี่วันต่อมา พอฮาร์เกอร์เดินเช็กลูกบิดประตูไม้โอ๊กทุกบานจนรู้ชัดว่าตัวเองถูกขังคุก ตกดึกท่านเคานต์เดินมาตบบ่าในห้องสมุดใต้แสงตะเกียง ยื่นกระดาษจดหมายบางเฉียบแบบที่ส่องไฟอ่านทะลุได้มาให้สามแผ่น แล้วสั่งด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธว่า ให้อยู่ต่ออีกหนึ่งเดือนและเขียนบอกทางบ้านแค่เรื่องงานกับบอกว่าสบายดีก็พอ โดยอ้างประโยคเด็ดว่าเจ้านายของฮาร์เกอร์ตกลงไว้แต่แรกแล้วว่าต้องยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก

    แทนที่ฮาร์เกอร์จะโวยวาย เขากลับโค้งคำนับรับคำสั่งอย่างสุภาพ แล้วเขียนลงบันทึกตัวเองว่าเขาจะทำอะไรได้นอกจากก้มหัวรับ เพราะนี่คือผลประโยชน์ของเจ้านาย ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของเขาเอง อ่านถึงตรงนี้ผมวางเครื่องอ่านลงบนโต๊ะไม้เลยครับ มันเหมือนเรากำลังดูคนทำงานที่ยอมให้ลูกค้าหรือผู้มีอำนาจก้าวล้ำเส้นแบ่งชีวิตตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพียงเพราะคำว่ามารยาทและความรับผิดชอบต่อบริษัท ทั้งที่ความเสี่ยงตรงหน้าคือการเอาชีวิตไปทิ้งแท้ๆ แต่พอมองอีกมุมแบบคนที่ต้องประเมินทางรอดภายใต้ข้อจำกัด ฮาร์เกอร์อาจไม่ได้ซื่อบื้ออย่างที่เราคิดก้อได้ครับ ในเมื่อประตูทุกบานล็อกตายและอีกฝ่ายมีพละกำลังระดับบดขยี้เขาได้สบายๆ การเลือกเก็บอารมณ์ไว้ข้างใน แกล้งทำตัวเป็นทนายผู้ว่าง่ายเพื่อซื้อเวลา แล้วแอบใช้เวลาดึกๆ เขียนบันทึกความจริงทั้งหมดด้วยรหัสชวเลขที่ท่านเคานต์อ่านไม่ออก อาจเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ฉลาดและคุ้มค่าที่สุดเท่าที่คนไร้ทางสู้คนหนึ่งจะทำได้เพื่อรักษาอำนาจการควบคุมชีวิตตัวเองไว้เป็นครั้งสุดท้ายครับ

    ฉากกระจกโกนหนวดและจดหมายบังคับใน Dracula จึงไม่ใช่แค่ฉากเปิดโปงตัวตนของแวมไพร์ในตำนานนะครับ แต่เป็นภาพสะท้อนความน่ากลัวของระบบอำนาจและการครอบงำทางสังคมที่บีบให้คนทำงานยอมจำนนต่ออันตรายด้วยคำว่าหน้าที่ เกร็ดน่าสนใจคือตัวผู้เขียนอย่าง Bram Stoker เองก้อทำงานเป็นผู้จัดการโรงละคร Lyceum Theatre คอยรับมือกับอารมณ์และคำสั่งของนักแสดงผู้ทรงอิทธิพลอย่าง Sir Henry Irving ยาวนานถึง 27 ปี นักวิเคราะห์วรรณกรรมหลายคนเลยมองตรงกันว่า ความอึดอัดของทนายหนุ่มที่ต้องคอยรักษามารยาทและก้มหัวรับคำสั่งผู้มีอำนาจทั้งที่ในใจอยากหนีแทบขาดใจ จริงๆ แล้วกลั่นออกมาจากประสบการณ์การทำงานจริงของผู้เขียนเองนั่นแหละครับ