เมื่อวานช่วงเย็นตอนแสงแดดเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มหม่นๆ ลอดมู่ลี่เข้ามาในห้องทำงาน ผมนั่งจิบกาแฟดำที่เริ่มเย็นชืดแล้วเปิดอ่าน Dracula ของ Bram Stoker ซ้ำอีกรอบบนเครื่องอ่านอีบุ๊กครับ พูดตามตรงว่าตอนอ่านสมัยหนุ่มๆ ผมก้อมองว่ามันเป็นนิยายผีดูดเลือดบรรยากาศวังเวงตามธรรมดานั้นแหละ แต่พอมาอ่านในวัยที่เราอายุมากขึ้นและเห็นอะไรต่ออะไรมานาน สิ่งที่ทำให้ผมขนลุกกลับไม่ใช่เรื่องเขี้ยว เลือด หรือค้างคาวเลยครับ… เดี๋ยวสิ พูดให้ถูกคือความสยองของจริงในบทที่สองกับบทที่สามมันคือเรื่องของการละเมิดขอบเขตส่วนบุคคลและการใช้อำนาจกดทับภายใต้หน้ากากความสุภาพต่างหาก

ลองนึกภาพตามนะครับ โจนาธาน ฮาร์เกอร์ ทนายหนุ่มที่เพิ่งสอบตั๋วผ่านหมาดๆ ถูกเจ้านายส่งตัวข้ามทวีปมาปิดดีลขายที่ดินให้ท่านเคานต์ในปราสาทหินเก่าๆ ที่เย็นยะเยือกและเหม็นอับตั้งแต่ก้าวแรก ตัวปราสาทกว้างใหญ่แต่ไม่มีคนรับใช้สักคน แถมระยะห่างระหว่างห้องโถงกับหน้าต่างหินที่มองลงไปเห็นแต่เหวลึกก้อถูกออกแบบมาเหมือนระบบปิดที่ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์ จนเช้าวันที่ 8 พฤษภาคม ตอนที่ฮาร์เกอร์เอาเม็ดโฟมโกนหนวดป้ายคางแล้วส่องกระจกบานเล็กที่พกมาเอง จู่ๆ ท่านเคานต์ก้อโผล่มาวางมือเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็งลงบนไหล่จากด้านหลังจนใบมีดบาดคางเลือดซึม จังหวะที่เขามองเข้าไปในกระจกแล้วสังเกตุว่าเห็นห้องด้านหลังครบทุกตารางนิ้วแต่กลับไม่มีเงาของคนที่ยืนซ้อนหลังตัวเองอยู่เลย แถมพอหันไปท่านเคานต์ยังตาแดงก่ำพุ่งเข้าจะคว้าคอ ดีที่มือไปชนสายสร้อยไม้กางเขนเสียก่อน ท่านเคานต์เลยแก้เก้อด้วยการกระชากกระจกโกนหนวดเขวี้ยงทิ้งออกนอกหน้าต่างแตกกระจาย แล้วบ่นหน้าตาเฉยว่ากระจกเป็นของไร้สาระที่ทำให้มนุษย์หลงตัวเอง

ถ้าเป็นพวกเราเจอเหตุการณ์ผิดปกติระดับที่สมมติฐานเรื่องความปลอดภัยพังทลายขนาดนี้ สัญชาตญาณต้องสั่งให้หาทางออกจากระบบนี้ทันทีใช่ไหมครับ แต่จุดที่อ่านแล้วได้แต่ถอนหายใจปนขำแห้งๆ คืออีกไม่กี่วันต่อมา พอฮาร์เกอร์เดินเช็กลูกบิดประตูไม้โอ๊กทุกบานจนรู้ชัดว่าตัวเองถูกขังคุก ตกดึกท่านเคานต์เดินมาตบบ่าในห้องสมุดใต้แสงตะเกียง ยื่นกระดาษจดหมายบางเฉียบแบบที่ส่องไฟอ่านทะลุได้มาให้สามแผ่น แล้วสั่งด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธว่า ให้อยู่ต่ออีกหนึ่งเดือนและเขียนบอกทางบ้านแค่เรื่องงานกับบอกว่าสบายดีก็พอ โดยอ้างประโยคเด็ดว่าเจ้านายของฮาร์เกอร์ตกลงไว้แต่แรกแล้วว่าต้องยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก
แทนที่ฮาร์เกอร์จะโวยวาย เขากลับโค้งคำนับรับคำสั่งอย่างสุภาพ แล้วเขียนลงบันทึกตัวเองว่าเขาจะทำอะไรได้นอกจากก้มหัวรับ เพราะนี่คือผลประโยชน์ของเจ้านาย ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของเขาเอง อ่านถึงตรงนี้ผมวางเครื่องอ่านลงบนโต๊ะไม้เลยครับ มันเหมือนเรากำลังดูคนทำงานที่ยอมให้ลูกค้าหรือผู้มีอำนาจก้าวล้ำเส้นแบ่งชีวิตตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพียงเพราะคำว่ามารยาทและความรับผิดชอบต่อบริษัท ทั้งที่ความเสี่ยงตรงหน้าคือการเอาชีวิตไปทิ้งแท้ๆ แต่พอมองอีกมุมแบบคนที่ต้องประเมินทางรอดภายใต้ข้อจำกัด ฮาร์เกอร์อาจไม่ได้ซื่อบื้ออย่างที่เราคิดก้อได้ครับ ในเมื่อประตูทุกบานล็อกตายและอีกฝ่ายมีพละกำลังระดับบดขยี้เขาได้สบายๆ การเลือกเก็บอารมณ์ไว้ข้างใน แกล้งทำตัวเป็นทนายผู้ว่าง่ายเพื่อซื้อเวลา แล้วแอบใช้เวลาดึกๆ เขียนบันทึกความจริงทั้งหมดด้วยรหัสชวเลขที่ท่านเคานต์อ่านไม่ออก อาจเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ฉลาดและคุ้มค่าที่สุดเท่าที่คนไร้ทางสู้คนหนึ่งจะทำได้เพื่อรักษาอำนาจการควบคุมชีวิตตัวเองไว้เป็นครั้งสุดท้ายครับ
ฉากกระจกโกนหนวดและจดหมายบังคับใน Dracula จึงไม่ใช่แค่ฉากเปิดโปงตัวตนของแวมไพร์ในตำนานนะครับ แต่เป็นภาพสะท้อนความน่ากลัวของระบบอำนาจและการครอบงำทางสังคมที่บีบให้คนทำงานยอมจำนนต่ออันตรายด้วยคำว่าหน้าที่ เกร็ดน่าสนใจคือตัวผู้เขียนอย่าง Bram Stoker เองก้อทำงานเป็นผู้จัดการโรงละคร Lyceum Theatre คอยรับมือกับอารมณ์และคำสั่งของนักแสดงผู้ทรงอิทธิพลอย่าง Sir Henry Irving ยาวนานถึง 27 ปี นักวิเคราะห์วรรณกรรมหลายคนเลยมองตรงกันว่า ความอึดอัดของทนายหนุ่มที่ต้องคอยรักษามารยาทและก้มหัวรับคำสั่งผู้มีอำนาจทั้งที่ในใจอยากหนีแทบขาดใจ จริงๆ แล้วกลั่นออกมาจากประสบการณ์การทำงานจริงของผู้เขียนเองนั่นแหละครับ

ใส่ความเห็น