ถ้าได้ย้อนเวลากลับไปอายุ 18 อีกครั้ง แต่ในหัวยังมีความทรงจำเมื่อตอนอายุ 32 อยู่ครบไม่หายไปไหน คุณจะใช้มันแก้ไขชีวิตของคุณเรื่องไหนก่อน?
ตอนที่ผมเริ่มอ่าน Every Version of You ของ Natalie Messier ผมคิดว่าพล็อตของเรื่องก็คงจะประมาณนี้ครับ ย้อนเวลากลับไป แล้วไปเลือกคนให้ถูก เปลี่ยนทางเดินชีวิต ของตัวเอง แล้วดูว่าอนาคตจะออกมาแบบไหน
แต่พออ่านไปจริงๆแล้ว มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
หรือพูดใหม่ก็คือประมาณว่า ถ้ามันง่ายแบบนั้น หนังสือก็น่าจะจบเรื่องไปตั้งแต่ประมาณร้อยหน้าแล้ว
Every Version of You เป็น Contemporary Romance ผสม Magical Realism ใช้โครงแบบ Second Chance แบบตรงตัวมาก คือให้คนๆหนึ่งได้กลับไปใช้ชีวิตใหม่ เลือกทางเดินใหม่ แก้ไขสิ่งต่างๆ และสร้างทางใหม่ของตัวเอง สำนักพิมพ์มีการจัดหนังสือเล่มนี้เอาไว้อยู่ทั้งในหมวด Contemporary Romance และ Magical Realism ซึ่งผมเองก็คิดว่าตรงกับเนื้อหาของหนังสือแล้วครับ เล่มนี้ไม่ควรมองเป็น Sci-Fi หรือ Time Travel เพราะเรื่องไม่ได้สนใจฟิสิกส์ของการย้อนเวลาเท่าไร แต่เน้นมาสนใจกับเรื่องว่าคนเราจะทำอะไร กับโอกาสที่ได้มารอบสองมากกว่า









Every Version of You มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร?
Joey Vasquez หญิงไม่สาว อายุ 32 เป็นทนายที่ประสบความสำเร็จ อาศับอยู่ที่เมือง Los Angeles มีบ้าน มีงานที่กำลังไปได้ดี ถ้ามองแบบ checklist ชีวิตของเธอก็น่าจะผ่านติ้กถูกได้เกือบทุกช่อง แต่คนที่อยู่ในชีวิตหรือตัว Joey เอง เธอไม่ได้รู้สึกว่ามันควรถูกติ้กผ่านครับ
เธอยังติดอยู่กับสิ่งที่เธอคิดว่าเธอเลือกผิด คนที่เธอคิดว่าเธอทำพลาดไป และชีวิตอีกแบบที่เธอหวังว่าตัวเองควรจะได้ ควรจะมี ฝังอยู่ในใจของเธอตลอดเวลาที่ผ่านมา จนกระทั่งในคืนหนึ่ง ที่เกิดเหตุที่ทำให้เธอเสียชีวิต แล้วจู่ๆเธอก็ตื่นกลับขึ้นมาอีกครั้งในร่างของตัวเองตอนอายุ 18
ความทรงจำเดิมของเธอยังอยู่ครบ
สำหรับผม premise นี้ทำงานได้ดี ตั้งแต่เริ่ม แทบจะทันที เพราะไม่ต้องเสียเวลามาสร้างบรรยากาศ สร้างโลกใหม่ ลงรายละเอียดเงื่อนไขเยอะอะไรมากนัก โทนของเรื่องชัดเจนว่า Joey รู้อนาคต เรารู้ว่าเธอรู้อนาคต และเธอก็ใช้ข้อมูลความรู้นี้เต็มที่ ไปกับการเปลี่ยนชีวิตของเธอ มันทำให้เข้าใจง่าย และอ่านง่าย เหมือนเล่น New Game+ ที่เราเปิดเซฟเก่ามาแล้วคิดว่า รอบนี้รู้ตำแหน่งของหมดแล้ว รู้ว่า Boss อยู่ไหน กับดักมีอะไรบ้าง งั้นรอบนี้ ก็น่าจะเล่นได้เนียนกว่าเดิม
ปัญหาคือชีวิตไม่ใช่เกมง่ายๆแบบนั้น ขยับนิดเดียว ทุกอย่างรอบกระดานที่เหลือก็ขยับตาม
จุดที่ผมชอบที่สุด คืออดีตไม่ได้อยู่นิ่งรอให้ Joey ไปแก้
นี่เป็นส่วนที่ทำให้ผมรู้สึกว่า Second Chance ของเล่มนี้ไม่ได้เป็น gimmick แปะหน้า Romance แค่นั้น การที่ Joey กลับไปพร้อมกับความเชื่อฝังใจหลายอย่างจากชีวิตแรกของเธอ ทั้งเรื่องเพื่อน ครอบครัว ความรัก การเรียน งาน และคนบางคนที่เธอเคยตัดสินไปแล้วว่าต้องเป็นคนแบบไหน แต่เมื่อสถานการณ์กลับมา คนเหล่านั้นกลับไม่ได้พูดประโยคเดิมอย่างที่เธอคาด หรือทำสิ่งเดิมตามบท ที่เธอคิดว่าเธอจำได้
ผมค่อนข้างชอบความบิดเบี้ยวนี้นะครับ เพราะมันทำให้ความรู้จากอนาคตไม่ได้กลายเป็น cheat code
บางทีเราจดจำอดีตเหมือนกับมันเป็นความจริงที่บัญญัติแล้ว เราจำห้องที่เคยอยู่ เรารู้ว่าโต๊ะอยู่ตรงนั้น โซฟาอยู่ตรงนี้ แต่เอาเข้าจริง มันอาจจะไม่ได้เหมือนที่เราจำ เราอาจจะไม่รู้ว่าความทรงจำของเรา บางทีมันก็ถูกแต่งแต้มจากตัวเราเองให้บิดเบือนจากความจริงที่มันเคยเป็นจริงๆ ไปได้เหมือนกัน
อันนี้ผมคิดว่าเป็นคือสิ่งหนึ่งที่หนังสือทำได้ดีครับ
นอกจากนั้น เนื้อเรื่องยังมี texture ของปี 2012 อยู่พอสมควร ทั้งชีวิตมหาวิทยาลัย เพลง เทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต และวัฒนธรรมช่วงนั้น มันไม่ได้เล่น nostalgia จนกลายเป็นโชว์ของเก่า แต่ช่วยให้รู้สึกชัดว่า Joey ถูกส่งกลับไปอยู่ในช่วงเวลาที่เธอเคยผ่านมาจริงๆ
พล็อตกับ Pacing ดีแค่ไหน
ช่วงต้นผมอ่านไปได้เร็วมาก เหตุผลไม่ได้ซับซ้อนเลย เป็นเพราะว่าหนังสือมีบทสนทนาเยอะ เสียงเล่าของ Joey เป็นภาษาเหมือนที่คนปัจจุบันใช้กันทั่วไป มีสิ่งใหม่เข้ามาให้เธอตัดสินใจ หนังสือเลยไม่ติดอยู่กับที่นาน อ่านไหลไปได้เรื่อยๆ เคมีระหว่างตัวละครก็ช่วยดึงเรื่องให้ดำเนินไปได้ดี โดยเฉพาะเวลาที่ Joey ต้องคุยกับคนที่เธอผูกพันเกี่ยวข้องมาสิบกว่าปี แต่ความเกี่ยวข้องนั้นเป็นที่เธอเพียงคนเดียว เพราะอีกฝ่ายยังไม่ได้ดำเนินชีวิตบนเส้นทางเวลานั้นมาเหมือนเธอ
จุดที่ผมเริ่มมีปัญหากับหนังสือคือช่วงกลางๆเล่มครับ หนังสือใช้เวลากับการคิดเรื่องความสัมพันธ์ค่อนข้างเยอะ มีบางรอบที่ผมรู้แล้วว่า Joey กังวลอะไร แต่เธอยังวนกลับไปกังวลไอ้เรื่องเดิมอีกเรื่อยๆ จนมีอาการประมาณว่ามันชักจะซ้ำๆซากๆน่าเบื่อ อยู่สองสามครั้ง แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นอยากวางนะครับ แค่รู้สึกว่าตัดออกอีกนิดหนังสือน่าจะดีขึ้น สำหรับเวอร์ชั่นที่ผมอ่าน หนังสือจะแบ่งเป็น 30 บทและ Epilogue ซึ่งช่วยได้มาก เพราะบทส่วนใหญ่ไม่ได้ยาวจนรู้สึกว่าติดอยู่ในฉากเดียวเป็นชั่วโมง แล้วพอเข้าช่วงท้ายของเล่ม จังหวะก็กลับมาดีขึ้นใหม่ สิ่งที่ผมให้คะแนนสำหรับเล่มนี้ คือเรื่องของการเอารายละเอียดที่เคยวางไว้ บอกไว้ก่อนหน้า กลับมาใช้งาน ไม่ใช่โปรยอะไรไว้เยอะๆ แล้วลืมเก็บ หลายจุดทำให้สิ่งที่เราเข้าใจมาตั้งแต่ต้น เปลี่ยนน้ำหนักไปโดยไม่ต้องพึ่ง twist ใหม่ โดยรวมผมจะไม่มองว่ามันมีพล็อตที่หักมุมแบบพวกหนังสือ Thriller อะไรแบบนั้น แต่ตัวเรื่องก็มีจังหวะที่ทำให้ต้องย้อนกลับคิดว่า “อ้อ ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่เกิดก่อนหน้านี้ มันน่าจะหมายถึงอีกอย่างเองซินะ” ซึ่งตรงนี้ผมชอบนะครับ
ความสมเหตุสมผลของตัวละคร
ถ้าต้องการตัวละครที่ตัดสินใจถูกต้อง สมเหตุสมผลทุกครั้ง เล่มนี้ไม่ใช่อย่างนั้นครับ Joey มีทั้งความอีโก้จัดๆ มั่นใจตัวเองเกินไป อวดดี ถือดี เต็มไปด้วยความลำเอียงเข้าข้างความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ นอกจากนั้นยังอัดอั้นไปด้วยความเสียใจที่ฝังใจ และนิสัยเสียๆที่ถึงย้อนเวลากลับไปก็ไม่ได้หายไปไหน แต่ก็ติดตัวเธอไปด้วย ซึ่งบางครั้งอ่านแล้วน่าหงุดหงิดอยากจะจับเธอมาเขย่าๆๆๆๆๆ แต่ถึงอย่างนั้น สำหรับผมมันก็มีความสมเหตุผลกับโจทย์ของเรื่อง
การที่เรามีข้อมูลเพิ่ม รู้สิ่งที่มันเคยเกิดขึ้นมาครั้งหนึ่งว่าเป็นยังไง มันไม่ได้แปลว่าด้วย personality ของเรา เราจะสามารถ upgrade ตัวเองแล้วแก้ไขได้อย่างง่ายดายตามไปด้วย ถ้าคนเดิมยังเป็นคนที่ต้องผ่านเรื่องราวเดิมๆนั้น ถึงแม้จะรู้ผลลัพธ์อยู่แล้ว แต่ด้วยนิสัย (สันดาน) ของตัวเอง ปัญหาเดิมบางอย่าง มันก็เกิดขึ้นเหมือนเดิมอยู่ดี Joey ที่มีจิตใจและความทรงจำของคนอายุ 32 แต่กลับมาอยู่ในร่างของตนเองเมื่อตอนอายุ 18 และมามีความสัมพันธ์ (มี Sex) กับคนในวัยอายุรุ่นนั้น หนังสือก็ถ่ายทอดให้รับรู้ความแปลกของสถานการณ์นี้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้หยุดเพื่อพูดเรื่องประเด็นเชิงจริยธรรมลงไปลึกมาก นอกจากนั้นที่ผมว่าควรรู้ไว้ก่อนหามาอ่าน คือในหนังสือมีฉาก sex แบบเรท R++ ไปทาง XXX เน้นๆอยู่หลายฉาก ไม่ใช่แนว Romance แบบปิดม่าน ปิดไฟ fade-to-black สุภาพๆ
จุดที่ทำให้เล่มนี้ เป็นได้มากกว่า นิยาย Romance พล็อตย้อนเวลากลับไปแก้มือ
หนังสือปูเรื่องในตอนแรกให้ Joey คิดเรื่องของ Second Chance ในแบบที่คนส่วนใหญ่น่าจะคิดก่อน คือรู้อยู่แล้วว่า ตัวเองทำพลาดไปตรงไหน ก็กลับไปแก้ตรงนั้น แต่หนังสือใช้เหตุการ์ณต่างๆ ค่อยๆ เปลี่ยนคำถามของเรา จาก “ถ้าย้อนกลับไปได้ จะเปลี่ยนอะไรบ้าง?” ไปเป็น “แน่ใจแค่ไหน ว่าสิ่งที่เคยจำว่าเป็นความผิดพลาดในชีวิต มันเป็นความผิดพลาดจริงๆ?”
แล้วยังแถมต่อไปอีกว่า การที่เราคิดว่าจากการที่รู้ผลลัพธ์ของบางสิ่งบางอย่างที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มันทำให้เรามีสิทธิตัดสินใจว่าสิ่งใดจะดีที่สุดสำหรับคนอื่น มีสิทธิ์ควบคุมชีวิต ทางเดินของคนอื่น ให้เป็นตามใจเราเหรอ?
ผมว่าตรงนี้ทำให้หนังสือมีอะไรต่ออะไร มากกว่าพล็อตจืดๆ แบบ จะเลือกเป็นแฟนกับ A หรือ B ดีนะ เยอะเลยครับ และอันนี้เป็นเหตุผลหลักๆเลย ที่ครึ่งหลังของหนังสือ ค่อนข้างจะเวิร์กกับผมมากกว่าครึ่งแรกพอสมควร
สำหรับตอนจบของเล่ม ก็สำคัญเหมือนกันครับ ง่ายๆ สรุปเลยก็คือ สำหรับเล่มนี้ ตอนจบ จบจริง ปิดเรื่องเรียบร้อย ไม่ทิ้งงานไว้ให้คนอ่านทำแทนนักเขียนแบบเหลือไว้ให้ เชิญไปจินตนาการต่อเอาเอง แต่ผมก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะถูกจัดใส่กล่องผูกโบสวยงามเรียบร้อยหมด แต่อย่างน้อย คำถามหลักก็ได้รับคำตอบ และอารมณ์ที่หนังสือพยายาม Build ให้กับผู้อ่านมาทั้งเล่ม ก็ถูกลากไปถึงปลายทางได้ อ่านจบแล้วให้ความรู้สึกว่าเวลาที่เสียไปกับการอ่านเกือบสี่ร้อยหน้า มีอะไรตอบแทนกลับมาจริงๆ
ภาษาอังกฤษ?
ผมให้ ความยากภาษาอังกฤษประมาณ 2/5 ค่อนไปทางง่าย ถ้ากำลังเริ่มอ่านหนังสือนิยายภาษาอังกฤษแบบเต็มเล่ม Every Version of You เป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างเป็นมิตรครับ แนวทางการเขียนใช้รูปแบบการเล่าลักษณะ First Person ภาษาเป็น Contemporary American English บทสนทนาเยอะ ประโยคส่วนใหญ่ไม่ซับซ้อน และมี context ที่ช่วยเดาความหมายศัพท์ได้ดี อาจจะมีศัพท์จากกฎหมาย ชีวิตมหาวิทยาลัย ศิลปะ งานเขียน และ slang บ้าง แต่ไม่ได้มากถึงขั้นต้องมานั่งเปิด Dictionary ทุกหน้า ถ้าอ่านบน Kindle หรือ Boox น่าจะประมาณว่า ถ้าต้องกดหาศัพท์ ก็เป็นเฉพาะตอนอยากเข้าใจความหมายให้ชัด มากกว่ากดเพราะอ่านไม่รู้เรื่อง
ข้อดีอีกอย่างคือมันเป็นนิยายรัก ก็จะไม่มี worldbuilding terminology แบบ Fantasy ไม่มีศัพท์เทคนิค Sci-Fi ที่ต้องจำเป็นชุด และไม่ใช่หนังสือเชิงวรรณศิลป์ที่ต้องอ่านประโยคเดิมซ้ำสองสามรอบกว่าจะเข้าใจ ใครที่อ่าน YA ภาษาอังกฤษได้อยู่แล้ว ผมว่ากระโดดมาเล่มนี้ได้ไม่ลำบาก
ตัวหนังสือเป็น narrative text เกือบทั้งหมด ไม่มีแผนที่ ตาราง แผนผัง หรือภาพประกอบที่ต้องคอย pinch-to-zoom เพราะฉะนั้นจอ E Ink 6–7 นิ้วก็ถือว่าสะดวกครับ ไม่ได้กระทบประสบการณ์อ่าน ยิ่งบทพูดเยอะ หน้าจะมีพื้นที่ขาวแทรกตลอด อ่านบนจอเล็กไม่อึดอัดเหมือนหนังสือที่เป็น paragraph ยาวติดกันหลายหน้า
ฉบับพิมพ์ของ Gallery Books ระบุความยาว 368 หน้า ส่วนจำนวนหน้าบน eBook จะเปลี่ยนตาม font และขนาดจอ ผมว่าเป็นเล่มที่เหมาะกับการอ่านรวดเดียวช่วงสุดสัปดาห์มาก อ่านคืนวันศุกร์แล้วเก็บยาวเสาร์–อาทิตย์จะกำลังดี โดยเฉพาะครึ่งหลังที่ปล่อยให้เรื่องดำเนินไปแบบต่อเนื่อง อาจจะพลิกเพลินจบไม่รู้ตัว
แล้วหนังสือเล่มนี้น่าจะเหมาะกับใคร
ถ้าอยากอ่าน Second Chance Romance ที่มี plot จริง ไม่ใช่มีแค่คู่รักกลับมาเจอกันใหม่ ผมว่าเล่มนี้เข้าเป้า คนที่ชอบพล็อตประมาณ ถ้าหาก?, ทางเลือกใหม่, รีเซ็ตอดีต, ความสัมพันธ์ยุ่งๆ และตัวละครที่ต้องพบว่าความทรงจำของตัวเองอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด น่าจะได้ของจากเล่มนี้เยอะ
อารมณ์โดยรวมอยู่ระหว่าง funny, nostalgic, romantic กับ reflective ไม่ได้หม่นหนัก แต่ก็ไม่ได้ฟูนุ่มตลอดทาง ผมไปนั่งดูข้อมูลรีวิวจากผู้อ่านคนอื่นๆก็กระจายไปทาง emotional, hopeful และ medium-paced ซึ่งค่อนข้างตรงกับประสบการณ์ที่ผมเองได้จากตัวเล่ม
Score: 4/5
ผมหัก 1 คะแนน ตรงกลางเล่มที่มันดูมึนๆอยู่บ้าง และบางประเด็นที่เรื่องเปิดขึ้นแล้วไม่ยอมสานต่อ ที่ผมอยากให้ลงลึกกว่านี้ แต่สิ่งที่ได้กลับมาทดแทน ใน 4 คะแนนแรก คือ premise ที่ถูกใช้งานจริงๆ ไม่ได้เขียนมาลอยๆแล้วหายไป ตัวละครที่มีมิติ โครงสร้างครึ่งหลังที่เอาสิ่งที่ทิ้งเอาไว้กลับมาใช้จริง และตอนจบที่ปิดได้แบบไม่ทิ้งค้าง ที่สำคัญ อ่านจบแล้วหนังสือยังให้คำถามที่ติดทิ้งเอาไว้กับผู้อ่านให้กลับไปคิดต่อได้ ถ้าได้ย้อนกลับไปจริงๆ ผมไม่แน่ใจแล้ว ว่าควรรีบ “แก้” ชีวิตตรงไหน
