รีวิวนิยายภาษาอังกฤษ Fabulous Bodies by Chuck Tingle — Body Horror Road Trip ที่โหดแบบไม่เสียเวลารอ
ถ้าเจอพล็อตว่า “อินฟลูเอนเซอร์ที่หารายได้เสริมช่วงกลางคืนด้วยการขโมยศพ ได้รับงานให้ไปเอาร่างของร็อกสตาร์ที่ตัวเองเทิดทูนบูชา แล้วศพดันตื่นขึ้นมากลางทาง” ผมว่าคุณคงตัดสินใจได้ค่อนข้างเร็วว่าอยากอ่านต่อหรือไม่
ผมก็เหมือนกัน
Fabulous Bodies ของ Chuck Tingle ไม่ได้เสียเวลาซ่อนความประหลาดของตัวเองไว้หลังปกเลย เปิดเรื่องมาก็ชัดเจนว่าเรากำลังจะได้อ่านนิยายสยองขวัญที่มีทั้ง Body Horror ตลกร้าย ศีลธรรมสีเทา และคืนหนึ่งใน Palm Springs ที่สถานการณ์มีแต่จะแย่ลงเรื่อยๆ
ฟังดูเหมือนหนังสือที่ตั้งใจเอาความบ้ามาขายก่อนอย่างอื่น ตอนแรกผมก็คิดแบบนั้น แต่พออ่านจริง เรื่องมีโครงซ่อนรออยู่ข้างใต้มากกว่าที่หน้าตาพล็อตโฆษณาเอาไว้พอสมควร
Fabulous Bodies เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร

Poppy Stringer สร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ในฐานะอินฟลูเอนเซอร์สายแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ชีวิตที่คนเห็นถึงตัวตนของเธอ จึงเป็นอีกแบบหนึ่ง กล้องที่ตั้งบนขาตั้ง ไฟวงแหวน เสื้อผ้าที่คิดมาแล้วว่าจะเข้ากล้องยังไง โพสต์สำรองที่เตรียมเอาไว้ล่วงหน้า ทุกอย่างต้องดูเหมือนเกิดขึ้นง่ายๆ ทั้งที่จริงวางแผนมาแทบทั้งหมด รายละเอียดพวกนี้ตัวผู้เขียน Chuck Tingle เอง ไม่ได้ใช้คำว่า influencer เป็นเพียงป้ายแปะให้ตัวละครดูมีความร่วมสมัย แต่ว่าตัวบททำให้เห็นได้เลยว่า Poppy มองการจัดการภาพลักษณ์ของเธออย่างเป็นระบบ เธอรู้ว่าต้องสร้างอะไร ยังไง แบบใหน ให้ผู้ชมของเธอดู รู้ว่าความเป็นธรรมชาติมันจัดฉากได้ และรู้ด้วยว่าจำนวนคนติดตามไม่ได้แปลว่าจะมีเงินพอจะสามารถจ่ายทุกอย่างในชีวิต
รายได้อีกด้านของเธอจึงมาจากงานที่คงทำคลิปโชว์ไม่ได้แน่ๆ นั้นก็คือสวมรอยเป็นคนจากหน่วยงานต่างๆ แล้วขโมยศพออกมาให้ลูกค้าตามคำสั่ง
จนกระทั่ง Eddie Michaels ร็อกสตาร์ชื่อดังวัย 68 ปีและเป็นหนึ่งในคนที่ Poppy ชื่นชมมาตลอดชีวิต ก็มาเสียชีวิต เธอได้รับข้อเสนอให้ไปนำร่างของเขาออกจากสำนักงานชันสูตรศพ เสนอเงินจำนวนเยอะพอที่จะมองว่านี่อาจเป็นงานสายมืดสุดท้ายที่เธอจำเป็นจะต้องทำ แล้วหลังจากนั้นเธอจะได้กลับไปใช้ชีวิตธรรมดาเสียที
ขั้นตอนทั้งหมดก็ดูเหมือนว่าน่าจะง่ายๆ ครับ เข้าไปที่จุดนัดพบ รับศพ ขนขึ้นรถ เอาไปส่ง แล้วก็รับเงิน
ปัญหามันมีแค่ Eddie ที่ควรจะเป็นศพ ดันตื่นขึ้นมา
ผมจะหยุดเรื่องย่อไว้ตรงนั้น เพราะ Fabulous Bodies เป็นหนังสือที่ยิ่งรู้ล่วงหน้าน้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี แม้แต่คำว่า “ฟื้น” เองก็ยังไม่ควรรีบสรุปว่าหนังสือกำลังจะกลายเป็นนิยายซอมบี้ เพราะสิ่งที่เกิดกับ Eddie หรือ สิ่งที่เขาต้องการ เป็นกลไกหลักที่หนังสือจะค่อยๆ แง้มเปิดให้เราเห็นไประหว่างการเดินทางไปตลอดทั้งเล่ม

จุดที่ผมชอบที่สุดของหนังสือเล่มนี้คือ เรื่องมันเดินหน้าไปต่ออยู่ตลอดเวลา
หนังสือมี 16 บท และตัว EPUB ที่ผมอ่านอยู่ ก็มีทั้งหมดประมาณ 70,000 คำ แต่ความรู้สึกตอนอ่าน ผมคิดว่ามันเหมือนจะดูสั้นกว่านั้นเยอะ เหตุผลหลักที่รู้สึกแบบนี้ น่าจะเป็นเพราะโครงเรื่องแทบจะไม่มีช่วงหยุดนิ่งเลย
หลังจากแผนงานของ Poppy หลุดออกจากที่คาดไว้ หนังสือจะพาเธอเคลื่อนจากสถานที่หนึ่งไปอีกสถานที่หนึ่ง แต่ละจุดไม่ได้มีไว้แค่เปลี่ยนฉาก แต่มีบางอย่างเกิดขึ้น มีข้อมูลเพิ่ม มีความสัมพันธ์เปลี่ยน หรือปัญหาเดิมกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิม ผมค่อนข้างไม่ค่อยโอเคกับหนังสือประเภทที่ สามารถตัดบางบทบางช่วงออกไปได้เฉย แล้วเนื้อเรื่องแทบไม่รู้สึกว่ามีอะไรหายไปเลย เล่มนี้มีอาการแบบนั้นน้อย
มันเลยให้ความรู้สึกคล้ายการขับรถกลางคืนที่รู้ว่าคงต้องไปอีกไกล แต่ทุกครั้งที่คิดว่าจะได้ขับไปสบายๆบนถนนโล่งๆ สักพัก ข้างหน้ากลับมีอะไรโผล่ออกมา แล้วก็ต้องดูว่าเกิดอะไรขึ้นตรงนั้นอีก
สิ่งที่เป็น Trade-off ก็มีครับ เพราะเมื่อหนังสือเร่งเครื่องอยู่เกือบตลอดเวลา บางช่วงของพัฒนาการตัวละครเลยเกิดค่อนข้างเร็ว ถ้าชอบนิยายที่ปล่อยตัวละครค่อยๆ ปรับเปลี่ยนทีละนิด เข้ามาในภาพทีละน้อย เป็นเวลาหลายร้อยหน้าให้รู้จักกันอย่างละเอียด อาจรู้สึกว่าบางจุดถูกเร่งให้ถึงปลายทางเร็วไปหน่อย สำหรับผมยังรับได้ เพราะอย่างน้อยหนังสือเอาเวลาที่ประหยัดได้ กลับไปใช้กับเหตุการณ์จริง ไม่ใช่ยืดเรื่องเอาไว้เฉยๆ

ฉากหลักใน Palm Springs ช่วงเวลากลางคืนช่วยบรรยากาศของเรื่องนี้ไว้เยอะ
อีกอย่างที่ผมจำจากเล่มนี้ได้ชัดคือ Palm Springs กลางวันเป็นเมืองทะเลทรายจัดจ้านร้อนแรง มีสระว่ายน้ำ ใหญ่ในบ้านสไตล์ยุคเก่า ต้นปาล์ม และภาพของการพักผ่อนกระจายอยู่เต็มเมือง แต่ Fabulous Bodies เอาสภาพแวดล้อมแบบนั้นไปใช้ตอนกลางคืนเสียเป็นส่วนใหญ่ ทีนี้พอร้านปิด ถนนเริ่มว่าง เหลือแสงจากป้ายไฟนีออน ไฟหน้ารถ และพื้นที่มืดที่แทรกตัวอยู่ระหว่างสถานที่ต่างๆ ในเมืองเดียวกันนี้ กลับให้ความรู้สึกอีกแบบในทันที ฉากที่มีคุณสมบัติแบบนี้ ผู้เขียนไม่ต้องสร้างเมืองแฟนตาซีขึ้นมาใหม่ก็ได้ แค่เลือกเวลาและมุมให้ถูก สถานที่ธรรมดาๆ ก็สามารถสร้างบรรยากาศพิเศษได้แล้ว
มันคล้ายกับเวลาเราไปเที่ยวแล้วพักที่โรงแรมดีๆ ตอนกลางวันก็อาจจะดูธรรมดา แต่พอตอนตีสอง แม้ว่าตัวอาคารจะไม่ได้เปลี่ยนอะไรไปเลย พอล็อบบี้ไม่มีคน ทางเดินเงียบ ไฟสลัวลง เสียงระบบปรับอากาศดังแปลกๆ สิ่งที่เมื่อก่อนดูสบายๆ ก็เริ่มจะแปลกขึ้นมาได้เอง – Palm Springs ในเล่มนี้ทำหน้าที่ประมาณนั้น

เลือดเยอะจัด เลือดท่วมเล่ม แถมไม่ได้มีแค่เลือดด้วย
ตรงนี้ควรบอกก่อนหามาอ่านเลยครับว่า Fabulous Bodies มีฉากแหวะและฉากรุนแรงดิบโหด แบบค่อนข้างชัดๆเน้นๆ Chuck Tingle ไม่ได้ตัดฉากพวกนี้ออกแม้แต่นิดเดียวเวลาอธิบายว่ามันเกิดอะไรกับร่างกายตัวละครต่างๆบ้าง แถมบางฉากเขาก็จงใจเล่นกับความเละความแหวะแบบจัดเต็ม สำหรับผู้อ่านที่ถ้าไม่ชอบรายละเอียดเกี่ยวกับเลือด บาดแผล หรือความรุนแรงที่เกินระดับนิยาย Thriller ทั่วไป ผมแนะนำว่าข้ามครับ มองหานิยายสยองขวัญเล่มอื่นที่น่าจะเข้ากับรสนิยมมากกว่าจะดีกว่า แต่ถ้ารับส่วนนี้ได้ สิ่งที่ทำให้เล่มนี้น่าสนใจกว่าการเรียงฉากโหดต่อเนื่องกันแบบไม่หยุดหย่อน คือมันใช้ความสยองพวกนี้ ไปแตะกับหัวข้อพวก การบูชาคนดัง ภาพลักษณ์บนโซเชียล ความทะเยอทะยาน ความสัมพันธ์ในครอบครัว รวมทั้งช่องว่างระหว่างตัวตนที่แท้จริงๆ กับตัวตนที่เราเลือกจะเชื่อจากภาพในสื่อได้อย่างน่าสนใจ
แล้วสรุปหนังสือมันน่ากลัวไหม?

ถ้าคำว่า น่ากลัว หมายถึงเรื่องที่ เงียบ มืด บรรยากาศหนักหน่วง และค่อยๆ บีบความรู้สึกทีละนิด เล่มนี้คงไม่ใช่เล่มที่ผมแนะนำ
Fabulous Bodies เป็นหนังสือที่เสียงดังเกินไปสำหรับความน่ากลัวแบบนั้น หนังสือมีความเว่อวังของโลกคนดัง มีร็อกสตาร์ มีการใช้ความรุนแรงแบบจะๆ และมีช่วงที่ แม้ว่าเหตุการณ์ดิบๆโหดๆ พึ่งจะเกิดขึ้น หนังสือก็ยังสามารถหักมาเล่นมุกตลกแทรกต่อได้ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แบบประมาณว่าตกลงจะให้กลัวหรือให้ขำ
สิ่งที่น่าแปลกกว่าคือหนังสือกลับมีแกนอารมณ์ที่จริงจัง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของ Poppy กับลูกสาว ความต้องการการยอมรับ และคำถามว่าอะไรคือสิ่งที่ควรค่าแก่การวิ่งตามจริงๆ แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าทุกประเด็นละเอียดอ่อนเท่ากัน บางครั้งผู้เขียนพูดสิ่งที่ต้องการพูดแบบตรงจนเราแทบไม่ต้องตีความ แต่ในหนังสือที่ตั้งใจเล่าแนวนี้ ผมกลับไม่รู้สึกว่ามันผิดโทนมากนัก
สำหรับ Poppy แล้ว เธอเป็นตัวเอกที่เราไม่จำเป็นต้องชอบขี้หน้าแต่แรก
อันนี้เป็นอีกส่วนของหนังสือ ที่ทำให้ผมคิดว่าดี ในเรื่องนี้ Poppy ไม่ได้ถูกเขียนมาให้เป็นคนดีเพื่อให้คนอ่านเอาใจช่วยง่ายๆ เธอโกหกเก่ง เห็นเงินเป็นแรงจูงใจสำคัญ ทำงานที่ผิดจริยธรรม และหลายครั้งก็มองโลกผ่านประโยชน์ของตัวเองก่อน แต่ถึงอย่างนั้น ตรรกะของตัวละครสามารถทำความเข้าใจได้ สำหรับผม ตัวละครศีลธรรมสีเทา จะเวิร์กหรือไม่เวิร์ก ไม่ได้อยู่ที่ผมเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาทำรึเปล่า แต่อยู่ที่ทำไมคนคนนี้ถึงเลือกแบบนั้น แล้วมันมีเหตุผลเหมาะสมมั้ย ซึ่งในกรณีนี้ Poppy ผ่านเกณฑ์นี้ครับ
ยิ่งเราเห็นชีวิตอีกด้านของเธอ เห็นความสัมพันธ์กับ Marlo ลูกสาว และเห็นรอยต่อระหว่างตัวตนในกล้องกับคนที่อยู่หลังกล้องมากขึ้น เธอก็ค่อยๆ มีมิติมากกว่าคาแรกเตอร์ “อินฟลูเอนเซอร์ขโมยศพ” ที่ใช้ขายพล็อตตอนต้น ซึ่งตรงนี้ช่วยไว้เยอะ เพราะถ้าตัวละครหลักถูกเอามาใช้ แค่เพื่อพาเราไปเจอฉากโหดๆ ไปเรื่อยๆ ผมว่าน่าจะเบื่อเร็วกว่านี้

English Difficulty [ Casual ] — อ่านง่ายกว่าความโหดของเรื่องมาก
ถ้ามองหานิยายภาษาอังกฤษอ่านง่ายสำหรับเปิดอ่านบน Kindle, Boox หรือเครื่องอ่าน eBook / e-reader รุ่นต่างๆ ผมให้ ความยากของภาษาอังกฤษสำหรับเล่มนี้เป็น Casual (อ่านได้ค่อนข้างง่าย มีศัพท์ใหม่บ้างแต่เดาจากบริบทได้ง่าย) ถ้าลองดูรูปประโยคจากทั้งเล่มเพิ่มเติม ประโยคเฉลี่ยอยู่ประมาณ 16–17 คำ ซึ่งสอดคล้องกับความรู้สึกตอนอ่านว่าโครงสร้างส่วนใหญ่ของประโยคจะเป็นขนาดสั้นถึงกลาง ไม่ได้ซ้อนอนุประโยคหลายชั้น และบทสนทนามีสัดส่วนค่อนข้างมาก หนังสือเล่าผ่านมุมมองบุคคลที่หนึ่งของ Poppy ภาษาที่ใช้ในเล่ม ก็จะเป็นคำพูดค่อนข้างร่วมสมัย มีการบรรยายความคิดในหัว สำนวนทั่วไป ภาษาของโซเชียล และบทสนทนาสลับกับการบรรยายอยู่ตลอด
ศัพท์ที่อาจทำให้ต้องแตะ Dictionary บ้างก็จะมีพวกศัพท์เกี่ยวกับ กายวิภาค การแพทย์ งานเกี่ยวกับศพ ดนตรี และสำนวนอเมริกันบางคำ แต่ไม่ได้มาเป็นชุดใหญ่หรือติดๆกัน จนต้องหยุดค้นความหมายศัพท์กันทุกย่อหน้า ถ้าอ่าน YA หรือ Thriller ภาษาอังกฤษระดับทั่วไปได้อยู่แล้ว ผมว่าเล่มนี้ขยับมาอ่านได้ไม่ยาก สำหรับคนที่กำลังฝึกอ่านนิยายภาษาอังกฤษ ผมว่าน่าจะชอบหนังสือที่ “เนื้อเรื่องพาดึงเราไปข้างหน้า” แบบนี้มากกว่าหนังสือที่ภาษาง่ายๆ แต่ช้าๆนิ่งๆ เพราะสุดท้ายสิ่งที่ทำให้สามารถอ่านนิยายภาษาอังกฤษจบเล่มได้ บางทีก็ไม่ใช่เพราะรู้ศัพท์มากอย่างเดียว แต่น่าจะเป็นเพราะอยากรู้เรื่องในหน้าถัดไปมากกว่า

เหมาะกับใคร? ให้กี่คะแนน?
ถ้ากำลังหานิยายภาษาอังกฤษน่าอ่าน แนวสยองขวัญที่เรื่องเดินเร็ว มี Body Horror มีมุกแบบดาร์กๆ ตัวเอกไม่ได้เป็นคนดีเลิศเลอ และพล็อตที่เปลี่ยนสถานการณ์ได้เรื่อยๆ Fabulous Bodies เข้าเป้าค่อนข้างตรงครับ โดยเฉพาะถ้าชอบแนวเรื่องที่หยิบวัฒนธรรมคนดังกับโลกโซเชียลมาเป็นส่วนหนึ่งของพล็อตจริงๆ ไม่ใช่เพียงฉากหลัง แต่ยกเว้นนะครับ สำหรับคนที่ไม่ชอบแนวแหยะๆ เละๆ หรืออยากได้ความสยองแบบหรูๆสะอาดๆ เงียบๆ กดดันในบรรยากาศยาวๆ ผมจะข้ามเล่มนี้
คะแนนส่วนตัวของผม 4/5
เหตุผลไม่ซับซ้อนครับ มันคุ้มเวลาอ่าน
พล็อตเริ่มเร็ว หลังจากนั้นมีการเปลี่ยนสถานการณ์สม่ำเสมอ ตัวละครหลักมีเหตุผล ฉาก Palm Springs มีเสน่ห์เฉพาะตัว และใต้ความวุ่นวายยังมีแกนอารมณ์ซ่อนอยู่ ทำให้หนังสือไม่วนอยู่แค่กับการเป็นบทสาดเลือดไปสาดเลือดมา อีกเรื่องที่สำคัญมากคือตอนจบ และพูดได้โดยไม่สปอยล์ว่า หนังสือปิดแกนหลักของเรื่องเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่เลือกจบค้างเพื่อให้ความประหลาดกลายเป็นข้ออ้าง อ่านจบแล้วรู้สึกว่าเรื่องที่เปิดไว้ได้รับคำตอบในระดับที่ควรได้ ตรงนี้มีผลกับคะแนนพอสมควร
ฉบับที่ผมใช้รีวิวเป็น EPUB ของ Titan Books ซึ่งระบุ e-book ISBN 9781835415542 และมี 16 บท จำนวนหน้าต้องดูตามฉบับครับ เพราะฉบับที่ขายในสหรัฐฯ ของ Tor Nightfire ระบุไว้ที่ 240 หน้า ขณะที่ trade paperback ของ Titan Books จะเป็น 304 หน้า ดังนั้นถ้าเห็นร้านหนึ่งบอก 240 แต่อีกร้านบอก 304 ไม่ได้หมายความว่าผิด แต่อาจจะเป็นคนละฉบับพิมพ์กัน ในแง่การอ่านดิจิทัล ผมว่าเป็นหนังสือที่เข้ากับ e-reader มาก บทแบ่งชัด ภาษาไม่ต้องค้นศัพท์ถี่ และเนื้อเรื่องมีแรงส่งพอให้อ่านทีละหลายบทโดยไม่รู้สึกว่ากำลังทำการบ้าน
ถ้าจะเลือกเวลาอ่าน ผมคงเก็บไว้สำหรับสุดสัปดาห์ที่ไม่ได้มีโปรแกรมเยอะ เปิดอ่านหลังอาหารเย็นแล้วปล่อยให้มันพาไปเอง น่าจะเหมาะกว่าอ่านวันละห้านาทีระหว่างเดินทาง เพราะความสนุกของเรื่องอยู่ที่เรื่องราวที่เกิดขึ้นรวดเดียว ที่ทุกๆอย่างค่อยๆหลุดจากควบคุมขึ้นไปเรื่อยๆ
สรุปรีวิว Fabulous Bodies
ผมเริ่มอ่าน Fabulous Bodies เพราะพล็อตมันประหลาดพอให้สงสัยว่าจะพาไปได้ไกลแค่ไหน แต่สิ่งที่ทำให้อ่านจนจบไม่ใช่ความประหลาดอย่างเดียว Chuck Tingle วางเรื่องให้เคลื่อนเร็ว ใช้ Palm Springs เป็นฉากได้มีบุคลิก และจับ Poppy กับ Eddie มาอยู่ในเรื่องที่พูดถึงชื่อเสียง ภาพลักษณ์ การบูชาคนดัง และสิ่งที่เราเลือกให้คุณค่า ผ่านบทนิยายสยองที่ถ้าเทียบแล้วเหมือนคนที่มีบุคลิกที่เสียงดังโวยวายมาก—บางครั้งดังเกินไปนิดด้วยซ้ำ หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ Horror สำหรับทุกคนครับ และผมไม่คิดว่าเขาพยายามขายให้ทุกคนด้วย
แต่ถ้าให้แนะนำหนังสือภาษาอังกฤษที่อ่านไม่ยาก ไม่ยืด มีอะไรเกิดขึ้นตลอด และรับความเลือดสาดกับอารมณ์ขันมืดๆของผู้แต่งได้ ผมว่าราคาของเวลาที่ต้องจ่ายในการอ่านมันช่วงสุดสัปดาห์ คุ้มค่าครับ
ERL Score: 4/5
English Difficulty: Casual
