CLOUDTHIEF — ถ้าสิ่งที่มีค่าที่สุดในโลกไม่ใช่เงิน แต่คือ “ข้อมูล”… แล้วถ้ามีใครคิดจะขโมยมันล่ะ?
นิยายแนววางแผนปล้น ที่เริ่มจากโกดังเก็บของ แล้วค่อย ๆ พาผมไปยืนอยู่กลาง Data Center ขนาดยักษ์ที่เก็บข้อมูลคนเป็นล้าน…ฟังดูเป็น Tech Thriller จ๋ามากใช่มั้ยครับ
ตอนเริ่มอ่าน Cloudthief ของ Nathaniel Rich ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แล้วก็พบว่าตัวเองคิดผิดไปมากพอสมควร
เรื่องเริ่มจากการที่ Baki หรือ Tim นักข่าวสาย Climate ที่ทำงานกับหัวข้อเรื่องโลกร้อนมานาน นานเสียจนเหมือนเจ้าตัวจะเหนื่อยกับมันก่อนโลกจะร้อนจริงๆซะอีก เขียน เตือน รายงาน แล้วทุกอย่างก็เดินต่อไปเหมือนเดิม ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อ Tim ตาม Ces เพื่อนของเขา ไปยุ่งวุ่นวายกับเหตุการ์ณขโมยของจากโกดัง Mini Storage และนับจากจุดนั้นเอง ที่เขาได้เจอกับ Virginia หญิงสาวที่ใช้ชีวิตราวกับจะพยายามทำตัวให้ “หาย” ไปจากโลกดิจิทัลให้มากที่สุด
ช่วงแรกผมยังจับทางหนังสือไม่ถูกครับ หนังสือก็ไม่ถึงกับช้านะครับ…เอาใหม่ เป็นว่า การดำเนินเรื่องไม่ได้ช้า แค่มันไม่ยอมบอกเราง่ายๆ ว่าเรื่องราวกำลังจะเดินไปทางไหน ซึ่งผมกลับค่อนข้างชอบตรงนี้
จากห้องเก็บของเล็ก ๆ ประตูเหล็ก ทางเดินเงียบ ๆ เรื่องมันค่อย ๆ ขยายวงออกไปทีละหน่อย จนพาเรามาอยู่ท่ามกลางตู้ Server สีดำเรียงยาวเป็นแถว ไฟเขียว ส้ม น้ำเงินกระพริบอยู่เต็มห้อง มีเสียงระบบระบายความร้อนอยู่รอบตัว แล้วก็กล้องที่มองลงมาจากด้านบน ความรู้สึกเหมือนตอนแรกแค่เปิดลิ้นชักผิดช่อง แล้วพบว่าลิ้นชักนั้นต่ออยู่กับตึกทั้งหลัง แต่พอเรื่องติดเครื่องแล้ว อ่านค่อนข้างเพลินครับ เพราะสถานการณ์มันขยับตลอด ความสัมพันธ์ของ Tim, Virginia และ Ces ก็เปลี่ยนไปตามสิ่งที่เกิดขึ้น ความเสี่ยงจากเรื่องเล็ก ๆ ค่อย ๆ ใหญ่ขึ้น โดยไม่ต้องพึ่ง Twist ทุกท้ายบท ซึ่งอันนี้สำคัญสำหรับผม เพราะผมไม่ค่อยถูกชะตาเท่าไหร่ กับหนังสือที่อ่านไป 50 หน้าแล้วรู้สึกเหมือนตัวละครยังอยู่ที่เดิม ซึ่งสำหรับ Cloudthief ไม่มีปัญหานั้นครับ ที่มีปัญหา…หรือจะเรียกว่านิสัยของคนเขียนดีกว่า คือ Nathaniel Rich ชอบแวะข้างทางไปเรื่อย คือกำลังตามเรื่องเพลิน ๆ เขาก็พาไปคุยเรื่อง Climate บ้าง Privacy บ้าง Journalism, Technology, Data Surveillance บ้าง มีอยู่สองสามช่วงที่ผมคิดในใจว่า “โอเคครับ ประเด็นนี้เข้าใจแล้ว กลับไปเล่าเรื่อง Tim ต่อเถอะ” แต่พออ่านจบจริงๆ ผมกลับรู้สึกว่าถ้าตัดของพวกนี้ออก หนังสือคงเสียอะไรไปเยอะเหมือนกัน เพราะสุดท้ายแล้วมันไม่ได้น่าสนใจอยู่แค่ว่า จะขโมยอะไร ขโมยยังไง หรือหนีออกมาได้มั้ย แต่มันยังมีความน่าสนใจว่า การอยู่ในโลกที่ทุกอย่างถูกเก็บ ถูกติดตาม และถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น Data มันสามารถทำอะไรกับเราได้บ้าง
ช่วงท้ายเล่มเลยจะออกไปทางการพูดถึงตัวละครและผลของสิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่า Thriller แบบเร่งเครื่องไปถึงเส้นชัย ซึ่งเอาความเห็มผม คือผมค่อนข้างชอบครับ แต่ตรงนี้แหละที่ทำให้คะแนนผม น่าจะหยุดที่ 4/5 คือใจหนึ่งรู้สึกว่ามันจบได้ และเข้ากับสิ่งที่หนังสืออยากพูด แต่อีกใจก็ยังเป็นคนอ่าน Thriller ที่แอบนั่งรอ payoff แบบ “เออ แบบนี้สิ” มากกว่านี้อีกนิด
อีกด้านหนึง สำหรับในแง่ของภาษาอังกฤษ ผมให้ความยากเล่มนี้ค่อนข้างสูงเลย คือประมาณ 4/5 ภาษาอังกฤษในบทสนทนาไม่ได้น่ากลัว อ่านค่อนข้างลื่น แต่ narration บทบรรยายต่างๆ อันนั้นคนละเรื่อง ศัพท์กว้างขึ้นมาก มี metaphor มีประโยคยาว แล้วก็มีคำจากโลก Data Infrastructure, Surveillance, Climate และ Journalism เข้ามาเรื่อย ๆ มองว่าถ้าอ่านนิยาย ภาษาอังกฤษระดับกลางๆ อยู่ ผมว่าก็พอไปได้ครับ แต่ Dictionary ได้เปิดบ่อยแน่ ก็จะเป็นเล่มที่ผมเลือกอ่านบน E-reader มากกว่ากระดาษ เพราะติดศัพท์ตรงไหน แตะดูคำแปลแล้วอ่านต่อได้เลย จังหวะไม่ขาดมาก ซึ่งเป็นข้อดีของ E-reader อย่างนึงฃ
ตัวเล่มหนาประมาณ 304 หน้าครับ ไม่หนาจนเห็นแล้วอยากเก็บไว้เดือนหน้า แต่ก็ยาวพอให้เรื่องค่อย ๆ ขยายของเขตุของมัน ผมว่าถ้ามีวันหยุดสัก 2–3 วัน แล้วอ่านต่อกันเป็นช่วงยาว จะดีกว่าทยอยอ่านวันละ สี่ ห้า หน้าเยอะครับ สุดท้าย ในบทสรุปหลังอ่านจบแล้ว ผมไม่ได้จำ Cloudthief ในฐานะ “นิยายวางแผนปล้น Data Center” ซักเท่าไร แต่กลับจำมันในรูปแบบเรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่ง ที่พยายามหาช่องว่างเล็ก ๆ ให้ตัวเองอยู่ ในโลกที่ดูเหมือนจะรู้จักเราเยอะขึ้น ดีมากขึ้น จนมากเกินไป ในทุกๆวัน
แล้วถ้าลองนึกดูตอนนี้ ว่ามีข้อมูลอะไรของคุณที่ไปเก็บอยู่บน Cloud บ้าง … นึกออกได้หมดมั้ยครับ?
