ช่วงบ่ายแก่ๆ วันนี้ แดดรำไรส่องลอดม่านมูลี่ไม้เข้ามาตกกระทบโต๊ะทำงาน ผมนั่งจิบกาแฟดริปร้อนที่เริ่มอุ่นแล้วหยิบ The Time Machine ของ H.G. Wells ฉบับคลาสสิกปี 1895 ขึ้นมาเปิดอ่านซ้ำบนเครื่องอ่านอีบุ๊กครับ ตอนเด็กๆ ที่เคยอ่านฉบับย่อ เราก้อมัวแต่ตื่นเต้นกับตัวเครื่องไทม์แมชชีน คันโยกทองเหลือง หรือความน่ากลัวของพวกมอร์ล็อกใต้ดิน แต่พอหยิบมาอ่านอีกทีในวัยห้าสิบที่มองอะไรผ่านโครงสร้างระบบและพฤติกรรมมนุษย์มากขึ้น ฉากที่ทำให้ผมขนลุกวาบและต้องหยุดคิดยาวๆ ดันเป็นฉากริมแม่น้ำในบทที่ห้าเสียอย่างนั้น
ลองนึกภาพตามนะครับ ชายอังกฤษยุควิคตอเรียนข้ามเวลามาถึงปี ค.ศ. 802,701 โลกในยุคนั้นคือยูโทเปียในฝันของทุกคน ไม่มีโรคระบาด ไม่มีสงคราม ไม่มีระบบทุนนิยมที่ต้องตื่นมาทำงานหาเงิน ตัวสถาปัตยกรรมหินอ่อนผุพังอยู่ท่ามกลางสวนผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ส่วนเผ่าพันธุ์อีลอย (Eloi) มนุษย์ในอนาคตก้อตัวเล็ก ผิวพรรณเนียนสวย แต่งตัวด้วยผ้าไหมสีสดใส วิ่งเล่นร้องรำทำเพลงกันทั้งวัน ดูเหมือนมนุษยชาติจะมาถึงจุดสูงสุดของความสุขสงบใช่ไหมครับ แต่ในเช้าวันหนึ่ง ขณะที่นักท่องเวลากำลังยืนมองพวกอีลอยลงเล่นน้ำในลำธาร จู่ๆ ก้อมีผู้หญิงร่างเล็กคนหนึ่งเกิดเป็นตะคริว ร่างของเธอเริ่มถูกกระแสน้ำพัดลอยออกไปสู่จุดน้ำเชี่ยวและส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือแผ่วเบา

สิ่งที่ทำให้สมมติฐานเรื่องความเจริญของผมพังทลาย คือปฏิกิริยาของพวกอีลอยนับสิบคนที่ยืนอยู่ริมตลิ่งครับ ทุกคนมองดูเพื่อนร่วมเผ่าของตัวเองกำลังจะจมน้ำตายต่อหน้าต่อตาด้วยสายตาว่างเปล่า ไร้ความกังวล ไม่มีใครแม้แต่จะตะโกนตกใจ หรือยื่นมือออกไปช่วยสักคนเดียว… เดี๋ยวสิ อย่าว่าแต่ช่วยเลยครับ พวกเขาแทบไม่ขยับตัวด้วยซ้ำ ราวกับชีวิตมนุษย์ที่กำลังจะหายไปต่อหน้ามันไม่มีค่าอะไรเลยในระบบความคิดของพวกเขา จนนักท่องเวลาที่ยืนดูอยู่ทนความเฉยเมยนี้ไม่ไหว ต้องถอดเสื้อคลุมกระโดดลงไปลุยกระแสน้ำ ดึงร่างเธอขึ้นมาปั๊มหัวใจและนวดแขนขาจนรอดชีวิตมาได้
อ่านถึงตรงนี้ ผมวางเครื่องอ่านลงบนโต๊ะแล้วนั่งคิดอยู่นานเลยครับ มันสะท้อนภาพที่น่ากลัวมากว่า เมื่อสิ่งแวดล้อมถูกออกแบบให้สะดวกสบายเกินไปจนมนุษย์ไม่ต้องดิ้นรนต่อสู้กับความยากลำบากอะไรเลย กลไกทางจิตวิทยาที่เรียกว่า ‘ความเห็นอกเห็นใจ’ (Empathy) ก้อถูกลดรูปจนฝ่อหายไปจากระบบด้วยเหมือนกัน แต่จุดที่ทำให้เรื่องนี้ยังมีความอุ่นใจอยู่บ้าง คือในบ่ายวันนั้น หญิงสาวตัวเล็กๆ ที่ชื่อ ‘วีนา’ คนนี้ กลับวิ่งตามหานักท่องเวลาพร้อมกับร้อยพวงมาลัยดอกไม้ป่าสีขาวและสีทองมาสวมคอให้ และโน้มตัวลงจูบหลังมือเขาด้วยความกตัญญู มันเป็นความผูกพันอันบริสุทธิ์เพียงหนึ่งเดียวที่ยืนยันว่า ต่อให้สติปัญญาหรือกล้ามเนื้อของมนุษย์จะเสื่อมถอยลงไปแค่ไหน แต่เศษเสี้ยวของความรักและความผูกพันก้อยังหลงเหลือเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ยึดโยงความเป็นมนุษย์เอาไว้ครับ

ฉากการช่วยชีวิตวีนาจึงไม่ใช่แค่ฉากโรแมนติกเล็กๆ ในนิยายวิทยาศาสตร์นะครับ แต่มันคือคำถามเชิงปรัชญาที่ทรงพลังที่สุดของ Wells ว่าในวันที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีพาเราไปสู่ความสะดวกสบายสูงสุด เรากำลังแลกมันมาด้วยการสูญเสียความรู้สึกรู้สาต่อความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ไปทีละน้อยโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า
ERLBooks | EBook Reader’s Log: รีวิวนิยาย Eng
อยากให้รีวิวหนังสือเรื่องไหน Comment มาบอกได้เลยครับ

ใส่ความเห็น