ผมสะดุดกับฉากนี้ใน The Tainted Cup ทั้งที่ไม่มีใครพบเบาะแสใหม่เลยครับ มีแค่ Din ยืนอยู่ตรงประตู รออานาเซ็นเอกสารให้ หลังเพิ่งรายงานเรื่องงานกันยาวๆ บางครั้งสิ่งที่ทำให้เราเข้าใจตัวละครมากขึ้นก็เป็นเรื่องประมาณนี้ คนหนึ่งคิดว่าวันทำงานจบแล้ว แต่อีกคนยังกลับไม่ได้ เพราะยังมีเรื่องเล็กๆ ที่สำคัญกับชีวิตเขาค้างอยู่
ทั้งห้าเล่มเป็นหนังสือภาษาอังกฤษที่มีฉบับจำหน่ายอยู่ในปี 2026 มีทั้งเล่มเก่าและใหม่กว่า ไม่ใช่รายการออกใหม่ปีนี้ทั้งหมดครับ ถ้าจะเลือกจากอารมณ์ตอนนี้ ผมเริ่มที่ Rock Paper Scissors เพื่อเล่นเกมปม หรือ My Lovely Wife เพื่อดูชีวิตคู่ด้านมืด
ช่วงค่ำวันก่อนผมนั่งเปิด E-reader อ่านนิยายเล่มนี้ในห้องที่เปิดแอร์ไว้แถวๆ 24 องศา แต่แปลกมากครับ อ่านไปได้แค่สองบทแรก ความรู้สึกเหมือนผิวตัวเองเริ่มเหนียวไปด้วยไอร้อนชื้นๆ ของป่าดิบและกลิ่นน้ำคลองเค็มๆ ตามตัวเอกไปด้วยเลย คือผู้เขียน Robert Jackson Bennett เขาเปิดเรื่อง A Drop of Corruption ซึ่งเป็นเล่มที่สองในชุด Shadow of the Leviathan ต่อจากเล่มแรกอย่าง The Tainted Cup ได้เห็นภาพและสัมผัสชัดเจนมาก รอบนี้เขาย้ายฉากจากเขื่อนกั้นอสูรยักษ์ทางตะวันออก พาเราล่องเรือผ่านคลองแคบๆ ที่มีเงาต้นไม้ทึบคลุมหัว ไปยังเมืองท่าชายขอบที่ชื่อว่า Yarrowdale เมืองที่อาคารไม้เลื้อยเกาะไต่ไปตามหน้าผาหินสีเทาหม่น มีตะไคร่สีเขียวสดเกาะตามผนังด้านที่รับลมทะเลเหมือนใครเอาเนยสีเขียวแปลกๆ ไปปาดไว้บนขนมปังปิ้ง… เอาจริงๆ เปรียบเทียบซะหมดความขลังเลยผม หมายถึงมันดูชื้นและมีชีวิตชีวาในแบบที่ชวนอึดอัดนิดๆ น่ะครับ
ตัวเรื่องเริ่มจากจุดที่ดูเหมือนจะเป็นคดีสืบสวนแบบห้องปิดตายคลาสสิก คือมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของคลังหลวงหายตัวไปจากห้องพักชั้นบนสุดของหอคอยในเขตเมืองเก่า ทั้งที่ประตูและหน้าต่างถูกล็อกจากข้างในแถมมีทหารยามเฝ้าหน้าห้องตลอด แต่พอผ่านไปสัปดาห์นึง กลับไปเจอแค่ชิ้นส่วนร่างกายบางส่วนลอยอยู่ในคลองห่างออกไปหลายสิบกิโล ซึ่งในคลองนั้นมีเต่ากินเนื้อที่คนท้องถิ่นเรียกว่า Reaper-back อาศัยอยู่เต็มไปหมด พออ่านถึงตรงนี้ผมแอบคิดในใจว่า โอเค พล็อตคงแนวฆาตกรรมอำพรางศพทั่วไปมั้ง แต่พอ Dinios Kol หรือ Din ผู้ช่วยสายสืบที่ถูกดัดแปลงสมองให้จำทุกรายละเอียดได้แม่นยำเหมือนกดบันทึกภาพ เปิดขวดแก้วใบเล็กๆ สูดกลิ่นน้ำมันหอมเพื่อล็อกความทรงจำ แล้วเอาข้อมูลกลับมารายงานให้เจ้านายของเขาอย่าง Ana Dolabra ฟังในห้องมืดเท่านั้นแหละครับ โครงสร้างของคดีที่คิดว่าง่ายมันถูกตบคว่ำตั้งแต่ยังไม่พ้นหนึ่งในสี่ของเล่มเลย
A Trade of Blood ของ Robert Jackson Bennett เป็นเล่มที่สามของชุด Ana and Din Mysteries รอบนี้ Ana Dolabra กับ Din มาถึง Sapirdad ดินแดนเกษตรและปศุสัตว์ของจักรวรรดิ หญิงสาวจากตระกูลใหญ่ถูกฆ่า ส่วนผู้ต้องสงสัยเป็นทายาทตระกูลคู่แข่ง ถ้าคลี่คลายไม่ได้ คนถือหอกที่ยืนรอกันอยู่ ก็พร้อมที่จะลงมือจัดการตามใจตัวเองแทนศาล บรรยากาศเลยตึง แบบตึงๆ ตั้งแต่เข้าเมือง
ถ้าคุณชอบหนังสือสืบสวน ที่ต้องทำความเข้าใจโลกแฟนตาซีไปพร้อมๆกับหาตัวคนร้าย ผมว่าเล่มนี้น่าสนใจ จริงๆถ้ายังไม่เคยอ่านซีรีส์นี้มาก่อนเลย แนะนำเริ่มจาก The Tainted Cup แล้วต่อ A Drop of Corruption ก่อนจะมาอ่านเล่มนี้ครับ ส่วนถ้าให้คะแนนเลย บนพื้นฐานความชอบส่วนตัวของผมนะครับ ผมประเมินไว้ 4.5/5 ส่วนที่ชอบคือการโยงเหตุผลกับโลกที่ทั้งแปลกและน่ากลัว คดีหลักมีคำตอบให้ แต่ความลับของซีรีส์ ก็ยังเดินหน้าต่อไปเล่มหน้า ปริศนากลยยังไม่ได้ปิดครบทุกอย่าง
สำหรับ Edition ของฉบับ Del Rey ยาวประมาณ 400 หน้าครับ
The Tainted Cup ของ Robert Jackson Bennett เป็นเล่มแรกของชุด Shadow of the Leviathan เรื่องเกิดในจักรวรรดิ Khanum ที่ทุกฤดูฝนจะต้องรับมือกับสัตว์ประหลาดยักษ์จากทะเลด้วยกำแพงมหึมา และใช้ศาสตร์ชีวภาพดัดแปลงทั้งพืชและร่างกายมนุษย์ให้ทำหน้าที่เฉพาะทาง ตัวเอกที่เราตามติดคือ Dinios Kol หรือ Din ผู้ช่วยนักสืบหนุ่มที่ผ่านการดัดแปลงให้เป็น Engraver มีความจำสมบูรณ์แบบชนิดเก็บทุกรายละเอียดผ่านประสาทสัมผัสได้หมด แต่เจ้านายของเขาคือ Ana Dolabra นักสืบอัจฉริยะที่ดันเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ผ้าผูกตาปิดไว้ตลอดเวลาเพราะรับสิ่งเร้าภายนอกมากเกินไปไม่ไหว… เอาจริงๆ แรกๆ ผมก็แอบหงุดหงิดแทน Din อยู่เหมือนกันนะ คือตัวเองต้องเดินลุยโคลนสีแดงแฉะๆ ตากฝน ดมกลิ่นศพ ในขณะที่เจ้านายนั่งจิบไวน์ไขว่ห้างอยู่ในห้องเงียบๆ แล้วคอยยิงคำถามไล่ต้อน
แต่พออ่านไปได้สักพัก ผมกลับชอบจังหวะการทำงานของสองคนนี้มากครับ มันเหมือนเรากำลังดูระบบที่ถูกออกแบบมาให้เติมเต็มกันพอดี Din ทำหน้าที่เป็นเซ็นเซอร์เก็บข้อมูลดิบ ส่วน Ana เป็นหน่วยประมวลผลที่มองทะลุโครงสร้างและหาความผิดปกติจากข้อมูลพวกนั้น เวลา Ana เคาะนิ้วฟังเสียงเล่านิ่งๆ แล้วชี้จุดที่เราอ่านผ่านไปแล้วแต่ไม่ทันเอะใจ มันให้ความรู้สึกเหมือนเวลาเราตรวจระบบงานที่ดูเหมือนทุกอย่างรันผ่านปกติ แต่พอกาง Log มาไล่ดูทีละบรรทัด ดันเจอว่าตัวเลขมันถูกแต่งขึ้นมา
สิ่งที่ผมประทับใจอีกอย่างคือโลกแฟนตาซีในเรื่องครับ แสงตะเกียงสีฟ้าในหมอกตอนเช้า กลิ่นความชื้นของฤดูฝน เสียงปืนใหญ่บนกำแพงเมืองที่ดังสะเทือนมาไกลๆ หรือห้องแล็บที่มีขวดโหลใส่เชื้อรากับหนอนประหลาด ทุกอย่างไม่ได้ใส่มาเพื่อให้ฉากดูอลังการเฉยๆ แต่มันผูกเข้ากับกลไกการฆาตกรรมและแรงจูงใจของคนในเรื่องทั้งหมด จังหวะการเดินเรื่องกระชับมาก ไม่มีช่วงยืดเยื้อ พอคลายปมหนึ่งได้ ปมใหม่ที่ใหญ่กว่าก็ขยับเข้ามาแทนที่ทันที แถมยังมีมุกตลกหน้าตายจากความเพี้ยนของ Ana กับความพยายามจะทำตัวให้ดูเป็นมืออาชีพของ Din มาช่วยเบรกความตึงเครียดได้ถูกจังหวะ
Shadow of the Leviathan ของ Robert Jackson Bennett ใช้โลกแปลกประหลาดนี้เป็นฉากให้ Ana Dolabra กับผู้ช่วย Dinios “Din” Kol ของเธอทำคดี คนหนึ่งเก่งเรื่องเชื่อมโยงสิ่งที่คนอื่นมองข้าม อีกคนถูกดัดแปลง ให้จดจำประสบการณ์ทุกอย่างได้แม่นยำ ฟังเหมือนจับคู่คนคิดเก่งกับคนเก็บข้อมูลเก่ง แต่ข้อมูลครบไม่ได้แปลว่าจะเข้าใจถูกเสมอ ตรงนี้แหละครับที่น่าสนใจจะติดตามดู
ก่อนจะตัดสินใจหยิบมาอ่าน ปัจจุบันสำนักพิมพ์สหรัฐฯ ใช้ชื่อชุดว่า Ana and Din Mysteries แต่บาง Edition ก็ใช้ว่า Shadow of the Leviathan เจอสองชื่อนี้ขอให้เข้าใจว่าเป็นชุดเดียวกันครับ
ถ้าจะเริ่ม ผมแนะนำ The Tainted Cup (2024) ก่อน เล่มนี้ปูทั้งกติกาโลกและความสัมพันธ์ของคู่หูแปลกๆสองคนที่เป็นตัวหลักของเรื่อง จากนั้นค่อยไปต่อที่ A Drop of Corruption (2025) ที่เนื้อเรื่องขยายไปเห็นกลไกของจักรวรรดิมากขึ้น แล้วต่อด้วยเล่มล่าสุดคือ A Trade of Blood (2026) ซึ่งพาไปยังพื้นที่เกษตรกรรมและปัญหาอีกด้านของโลกเดิม แต่ละเล่มมีคดีหลักของตัวเอง จบในตัวเอง แต่ตัวละครและรายละเอียดของโลก สะสมไปเรื่อย ๆในแต่ละเล่ม ผมเลยไม่แนะนำให้หยิบเล่มใหม่สุดขึ้นมาก่อน
ณ วันนี้ (26 ตุลาคม 2026) นิยายหลักออกมาแล้วสามเล่ม แต่ยังไม่จบ Serie ครับ ผู้เขียนยืนยันว่ากำลังนั่งปั่นเล่มสี่อยู่ ก็คอนเฟริมว่าไม่ใช่ไตรภาคจบ สำหรับใครที่ชอบความรู้สึกปิดคดีเป็นเล่ม ๆ ผมคิดว่าเริ่มอ่านได้เลย แต่ถ้าอยากรอบทสรุปของทั้ง Serie ค่อยอ่านทีเดียว อาจรอก่อน แต่ไม่รู้จริงๆว่ายังอีกกี่เล่มนะครับกว่าจะจบ
รีวิว The Women in White – ปริศนาการทดลองพลังจิตกับความลับที่ถูกฝังไว้กว่า 60 ปี
ถ้าชอบนิยายแนว Psychological Thriller ที่มีความลับในอดีต ผสมเรื่องเหนือธรรมชาตินิดๆ ผมว่า The Women in White ของ Sarah Pekkanen น่าสนใจครับ โดยเฉพาะพล็อตที่หยิบการทดลองพลังจิตในยุค 1960s มาเป็นจุดเริ่มต้นของปริศนา ฟังดูเหมือนนิยายผี แต่จริงๆ แล้วเรื่องนี้เน้นความลับ ความสัมพันธ์ และด้านมืดของมนุษย์มากกว่า บรรยากาศค่อนข้างกดดัน มีอะไรให้สงสัยอยู่เรื่อยๆ
เล่าด้วย Third-Person Limited แบบสลับตัวละคร โดยแกนหลักอยู่กับ Phoebe ใน Present Day และ Sasha ในปี 1941 ก่อนจะมีบางช่วงเปลี่ยนไปตาม Tom รวมถึงมุมมองอื่นใน Prologue/Epilogue ตามความจำเป็นของโครงเรื่อง แต่ละช่วงเวลาถูกระบุชื่อผู้เล่าและวันที่ค่อนข้างชัดเจน
โครงสร้างมีทั้งเนื้อเรื่องปกติและ Extracts fromA Complicated Man สารคดีเก่าของ Phoebe ซึ่งเขียนในรูป transcript/documentary format มี Visual, Interview และ Text on-screen แทรกเป็นระยะ ทำหน้าที่ค่อยๆ เปิดข้อมูลเกี่ยวกับ Living Family, Parkholme House และอดีตของตัวละคร จึงไม่ใช่ส่วนประกอบเสริมที่ควรข้าม
ช่วงกลางมีการชะลอเล็กน้อยเพื่อวางประวัติ Living Family ความสัมพันธ์ และกฎของ time travel แต่ข้อมูลเหล่านี้เชื่อมกับปริศนาหลักโดยตรง ส่วน Part III จะเร่งความเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและใช้ chapter transitions ดึงให้อ่านต่อเนื่องจนถึงช่วงท้าย
Present-Day London: Commercial Time Travel & Tempus Tours
โลกปัจจุบันของเรื่องถูกเรียกตรงๆ ว่า Present Day และยังคงเป็น London ที่ผู้อ่านคุ้นเคย เพียงแต่การเดินทางข้ามเวลาได้กลายเป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานจริงแล้ว การ time travel ไม่ได้เป็นความลับ แต่ยังเป็นเรื่องใหม่ มีข้อถกเถียง และถูกควบคุมด้วย Regulation of Time Travel Act อย่างเข้มงวด Tempus Tours เปลี่ยนเทคโนโลยีนี้ให้เป็นบริการสำหรับลูกค้าที่มีเงินมากพอจะซื้อประสบการณ์ชมเหตุการณ์ในอดีต บริษัทตั้งสำนักงานใหญ่ใน King William Street สถานีรถไฟใต้ดินร้างซึ่งเปิดในปี 1890 และปิดในปี 1938 ทำให้สภาพสถานีเก่าช่วยเชื่อมโลกปัจจุบันกับอดีตได้อย่างเป็นธรรมชาติ นักเดินทางต้องผ่านการเตรียมตัวหลายสัปดาห์ ทั้งประวัติศาสตร์ กฎหมาย จริยธรรม ภาษา สำเนียง มารยาท และการแต่งกายให้ตรงยุค การเปิดช่องเชื่อมเวลาหรือ aperture มีข้อจำกัดด้านเวลาและตำแหน่ง ทำให้ time travel ในเรื่องไม่ใช่การกดปุ่มแล้วไปที่ไหนก็ได้ โลกส่วนนี้จึงมีบรรยากาศคล้าย tech startup, luxury tourism และ high-risk engineering ผสมกัน พร้อมคำถามสำคัญว่าการมองอดีตเป็นสินค้าและประสบการณ์สำหรับคนรวยเหมาะสมเพียงใด
London During the Blitz, March 1941
เส้นเรื่องประวัติศาสตร์หลักเกิดขึ้นใน London เดือน March 1941 ระหว่าง Blitz เมืองอยู่ภายใต้ blackout มีเสียง air-raid sirens เครื่องบินทิ้งระเบิด searchlights เพลิงไหม้ และถนนที่เต็มไปด้วยเศษอิฐ การเดินเพียงไม่กี่ช่วงถนนอาจต้องอ้อมอาคารพัง หลุมระเบิด และพื้นที่อันตราย ผู้คนใช้สถานีหรือห้องใต้ดินเป็น bomb shelters และความเสียหายต่อบ้านเรือนกับระบบรักษาพยาบาลเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน Tempus จึงไม่ได้เลือกเส้นทางจากการคาดเดา แต่ศึกษาจาก civil-defence records, bomb-damage maps, Fire Brigade reports, hospital records และคำให้การของผู้เห็นเหตุการณ์ในคลังประวัติศาสตร์อย่างละเอียด Café de Paris เป็นตัวอย่างสำคัญของความย้อนแย้งในยุคนั้น เพราะโลกเหนือพื้นดินกำลังอยู่ในสงคราม ขณะที่ใต้ดินยังมีดนตรี แชมเปญ และผู้คนแต่งตัวออกมาเที่ยวกลางคืน การรู้ว่าเหตุการณ์ใดจะเกิดขึ้นล่วงหน้าทำให้ปี 1941 ในเรื่องมี tension แบบพิเศษ: ตัวละครจากอนาคตรู้ประวัติศาสตร์ แต่เมื่อเข้าไปอยู่ตรงนั้น คนในอดีตกลับไม่ใช่เพียงตัวเลขในหนังสืออีกต่อไป ช่วงนี้จึงทำหน้าที่ทั้งเป็น historical setting และเป็นพื้นที่ทดสอบคำถามทางศีลธรรมของ time travel
Parkholme House & The Living Family, Late 1990s–2007
อีกโลกหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้ time travel คือ Parkholme House บ้านหลังใหญ่ริม Regent’s Park ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนที่เรียกว่า Living Family และเป็นพื้นที่ที่ Phoebe เติบโตขึ้นมา ชุมชนถูกก่อตั้งขึ้นจากความคิดของ Roger Hunt ที่ต้องการทดลองรูปแบบครอบครัวและการอยู่ร่วมกันที่แตกต่างจาก nuclear family แบบดั้งเดิม ตัวบ้านเป็น villa สีขาวขนาดใหญ่ มีเสาแบบคลาสสิก สนามหญ้ากว้าง รั้วเหล็กดำ และมีทะเลสาบคั่นกับ Regent’s Park ความน่าสนใจคือวิถี commune ที่ค่อนข้างสมถะตั้งอยู่กลางพื้นที่ London ซึ่งเต็มไปด้วยทรัพย์สินราคาแพง ผู้ใหญ่และเด็กทำงานบ้านร่วมกัน เด็กนอนแบบ dormitory และถูกส่งเสริมให้แก้ปัญหาระหว่างกันมากกว่าวิ่งไปหาพ่อแม่ทันที สมาชิกบางคนมองที่นี่ว่าเป็นการสร้างครอบครัวที่เปิดกว้างและมีความรักมากกว่าเดิม ขณะที่คำบอกเล่าย้อนหลังเผยให้เห็นว่าระบบดังกล่าวก็มีลำดับทางสังคม การกีดกัน และ bullying ในกลุ่มเด็ก ชุมชนยังมีกฎเกี่ยวกับอาหารและสิ่งกระตุ้นหลายอย่าง เช่น ไม่มี alcohol, caffeine, meat หรือ cigarettes ประวัติของ Living Family ถูกเล่าผ่าน footage, interview และ archive material ในสารคดี A Complicated Man และเหตุการณ์ที่ Parkholme House ในปี 2007 กลายเป็นบาดแผลสำคัญในชีวิตของ Phoebe ดังนั้นส่วนนี้ควรอ่านเหมือน mystery layer อีกชั้นหนึ่ง ไม่ใช่เพียง backstory
People Across Time — ตัวละครที่เชื่อมอดีต ปัจจุบัน และความทรงจำเข้าด้วยกัน
ตัวละครของ Time to Burn ไม่ได้มีจำนวนมากจนควบคุมไม่ได้ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาสำคัญกว่าการจำชื่อทุกคนตั้งแต่ต้น
ศูนย์กลางของเรื่องคือ Phoebe Hunt ผู้สร้างสารคดีซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโลกของ Tempus เข้ากับอดีตของ Living Family ขณะที่ Sasha เชื่อมเหตุการณ์ปี 1941 เข้ากับประวัติส่วนตัวของ Phoebe อีกทอดหนึ่ง Inigo Frank เป็นแรงขับจากฝั่งเทคโนโลยีและธุรกิจ ส่วน Tom Walker ทำให้เราเห็น time travel จากมุมของคนที่ต้องปฏิบัติตามกฎจริงๆ กลุ่ม Allen ทำหน้าที่เป็นลูกค้าผู้มีฐานะซึ่งทำให้วิกฤตของ Tempus มีทั้งแรงกดดันส่วนตัว กฎหมาย และธุรกิจ ส่วน David แฟนของ Phoebe เพิ่มมุมมองเกี่ยวกับ London, property และชีวิตส่วนตัวของเธอ อีกกลุ่มที่ควรจับตาคือสมาชิกและอดีตสมาชิก Living Family ซึ่งปรากฏผ่านสารคดีและความทรงจำ สิ่งที่น่าสังเกตเป็นพิเศษไม่ใช่เพียงว่า “ใครทำอะไร” แต่คือข้อมูลแต่ละชิ้นมาจากไหน—ประสบการณ์ตรง ความทรงจำ บันทึกทางประวัติศาสตร์ หรือคำให้การในสารคดี—เพราะเรื่องใช้ความแตกต่างเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง mystery
Content Notes (ประเด็นสำคัญ)
War violence / bombing: การทิ้งระเบิด London ระหว่าง Blitz, อาคารเสียหาย, ไฟไหม้ และภัยต่อพลเรือน
Injury & medical trauma: เลือด บาดแผลรุนแรง การรักษาในโรงพยาบาล การติดเชื้อ/sepsis และภาวะคุกคามชีวิต
Death / murder / arson: การเสียชีวิต เหตุฆาตกรรมและไฟไหม้เป็นส่วนหนึ่งของ backstory และ mystery
Grief / family trauma: การสูญเสีย ความสัมพันธ์ครอบครัวที่ซับซ้อน และ trauma จากเหตุการณ์ในอดีต
มีคำหยาบค่อนข้างสม่ำเสมอ แต่ ไม่มี sexual content แบบโจ่งแจ้งเป็นองค์ประกอบเด่นของเรื่อง
Before You Start (รู้ก่อนอ่าน)
จำแกนเวลาไว้ก่อนเป็นหลัก: Present Day / March 1941 / อดีตของ Living Family และปี 2007 หนังสือใส่ชื่อ POV และวันที่กำกับค่อนข้างชัด จึงไม่จำเป็นต้องทำ timeline เองตั้งแต่ต้น
อย่าข้าม Extract fromA Complicated Man เพราะส่วนสารคดีเหล่านี้เป็นวิธีหลักที่หนังสือส่งข้อมูลเรื่อง Parkholme House, Living Family และปริศนาในอดีต
ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานฟิสิกส์ เรื่องสนใจ กฎและผลของ time travel มากกว่าสมการหรือ hard science
ช่วงแรกมีชื่อจาก Tempus, Allen family และ Living Family เข้ามาหลายคน แต่ให้จับ Phoebe, Sasha, Inigo, Tom และ David เป็นแกนก่อน รายละเอียดคนอื่นจะค่อยๆ เข้าที่เอง
ถ้าถามว่าเล่มไหนตรงรสนิยมผมที่สุดในแง่โครงสร้าง น่าจะเป็นเล่มที่สี่ A Trade of Blood ของ Robert Jackson Bennett เป็นแฟนตาซีสืบสวนที่คดีฆาตกรรมหนึ่งคดีอาจทำให้สองตระกูลเปิดศึก แล้วลากระบบผลิตอาหารของทั้งจักรวรรดิพังตามไปด้วย โลกของเรื่องจึงไม่ได้มีเวทมนตร์ไว้ประดับฉาก แต่มีเรื่องอำนาจ เศรษฐกิจ อาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพทำงานอยู่ข้างหลัง เพียงแต่เล่มนี้ไม่ควรหยิบมาเริ่มอ่านทันทีครับ A Trade of Blood คือเล่ม 3 ของชุด Ana and Din Mysteries ซึ่งบางทีเรียกชุด Shadow of the Leviathan ก่อนหน้าเล่มนี้มี The Tainted Cup เป็นเล่ม 1 และ A Drop of Corruption เป็นเล่ม 2 คดีในแต่ละเล่มจบเป็นเรื่องๆ จึงพออ่านแยกได้ แต่ถ้าอยากเข้าใจโลกและความสัมพันธ์ขอ Ana กับ Din แบบเต็มๆ ผมว่าอ่านเรียงดีกว่า ลำดับคือ The Tainted Cup → A Drop of Corruption → A Trade of Blood ข้ามสองเล่มแรกอาจประหยัดเวลาได้จริง แต่ก็คงเสียของในเล่มสามไปพอสมควร | พิกัด -> ATradeofBlood
ถัดไป The Infinite State ของ Richard Swan ขยับไปอีกทาง เป็นนิยายวิทยาศาสตร์ดิสโทเปียเกี่ยวกับหญิงม่าย นักสืบที่หมดอนาคต และนักขับยาน ซึ่งเข้าไปพัวพันกับแผนหลบหนีจากจักรวรรดิฟาสซิสต์ที่ควบคุมอาณานิคมกว่าห้าร้อยแห่ง ผมชอบเรื่องที่เปิดให้เห็นว่ารัฐควบคุมคน ข้อมูล และความจริงยังไง เพราะถ้าระบบของโลกแน่น เรื่องจะเดินได้ด้วยแรงของมันเอง ไม่ต้องคอยโยนเหตุบังเอิญมาช่วยตัวละคร เล่มนี้เป็นเล่มแรกของ The Decurion Saga จึงไม่มีหนังสือก่อนหน้า เปิดอ่านได้เลย แต่ต้องรู้ก่อนว่ามาเริ่มก็แปลว่ากำลังเตรียมหลุดเข้าไปในซีรีส์ชุดใหม่นะครับ ไม่ใช่นิยายเรื่องเดี่ยวที่อ่านจบแล้วทุกอย่างปิดสนิท สำหรับคนไม่ชอบรอภาคต่อ อาจเก็บไว้ก่อนก็ได้ ส่วนผมคงดูอีกทีว่าช่วงนั้นมีซีรีส์ค้างอยู่กี่ชุด เพราะบางครั้งปัญหาไม่ใช่จำตัวละครไม่ได้ ปัญหาคือจำไม่ได้แล้วว่ากำลังรอเล่มไหนอยู่ | พิกัด -> TheInfiniteState
ปิดท้ายด้วยเล่มที่ 8 คือ Big Little Truths ของ Liane Moriarty ซึ่งกลับไปหาตัวละครจาก Big Little Lies หลังเวลาผ่านไปสิบปี คราวนี้มีทั้งลูกวัยรุ่น ชีวิตคู่ พ่อแม่ที่แก่ลง และนิ้วมนุษย์ที่ถูกส่งไปถึงครูใหญ่ของโรงเรียน ภายนอกยังเป็นเมืองสวย บ้านหรู สนามหญ้าเรียบเหมือนเดิม แต่ใต้พื้นผิวก็คงไม่ได้เรียบร้อยตามไปด้วย Big Little Truths คือเล่ม 2 ของชุด Big Little Lies สำนักพิมพ์ระบุว่าอ่านเดี่ยวได้ แต่ผมยังแนะนำให้อ่าน Big Little Lies ก่อน เพราะเล่มใหม่ใช้ผู้หญิงห้าคนเดิมและลูกๆ ของพวกเธอ เหตุการณ์ในเล่มแรกจึงน่าจะมีผลกับน้ำหนักทางอารมณ์ไม่น้อย ลำดับคือ Big Little Lies → Big Little Truths ส่วนคนที่ดูซีรีส์โทรทัศน์มาแล้วจะพอรู้จักตัวละคร แต่รายละเอียดไม่ได้ตรงกับหนังสือทั้งหมด ถ้าจะอ่านต่อฉบับนิยาย ผมเริ่มจากเล่มแรกดีกว่า | พิกัด -> BigLittleTruths