รีวิว A Drop of Corruption – ห้องปิดตายในโลก Biopunk

ช่วงค่ำวันก่อนผมนั่งเปิด E-reader อ่านนิยายเล่มนี้ในห้องที่เปิดแอร์ไว้แถวๆ 24 องศา แต่แปลกมากครับ อ่านไปได้แค่สองบทแรก ความรู้สึกเหมือนผิวตัวเองเริ่มเหนียวไปด้วยไอร้อนชื้นๆ ของป่าดิบและกลิ่นน้ำคลองเค็มๆ ตามตัวเอกไปด้วยเลย คือผู้เขียน Robert Jackson Bennett เขาเปิดเรื่อง A Drop of Corruption ซึ่งเป็นเล่มที่สองในชุด Shadow of the Leviathan ต่อจากเล่มแรกอย่าง The Tainted Cup ได้เห็นภาพและสัมผัสชัดเจนมาก รอบนี้เขาย้ายฉากจากเขื่อนกั้นอสูรยักษ์ทางตะวันออก พาเราล่องเรือผ่านคลองแคบๆ ที่มีเงาต้นไม้ทึบคลุมหัว ไปยังเมืองท่าชายขอบที่ชื่อว่า Yarrowdale เมืองที่อาคารไม้เลื้อยเกาะไต่ไปตามหน้าผาหินสีเทาหม่น มีตะไคร่สีเขียวสดเกาะตามผนังด้านที่รับลมทะเลเหมือนใครเอาเนยสีเขียวแปลกๆ ไปปาดไว้บนขนมปังปิ้ง… เอาจริงๆ เปรียบเทียบซะหมดความขลังเลยผม หมายถึงมันดูชื้นและมีชีวิตชีวาในแบบที่ชวนอึดอัดนิดๆ น่ะครับ

ตัวเรื่องเริ่มจากจุดที่ดูเหมือนจะเป็นคดีสืบสวนแบบห้องปิดตายคลาสสิก คือมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของคลังหลวงหายตัวไปจากห้องพักชั้นบนสุดของหอคอยในเขตเมืองเก่า ทั้งที่ประตูและหน้าต่างถูกล็อกจากข้างในแถมมีทหารยามเฝ้าหน้าห้องตลอด แต่พอผ่านไปสัปดาห์นึง กลับไปเจอแค่ชิ้นส่วนร่างกายบางส่วนลอยอยู่ในคลองห่างออกไปหลายสิบกิโล ซึ่งในคลองนั้นมีเต่ากินเนื้อที่คนท้องถิ่นเรียกว่า Reaper-back อาศัยอยู่เต็มไปหมด พออ่านถึงตรงนี้ผมแอบคิดในใจว่า โอเค พล็อตคงแนวฆาตกรรมอำพรางศพทั่วไปมั้ง แต่พอ Dinios Kol หรือ Din ผู้ช่วยสายสืบที่ถูกดัดแปลงสมองให้จำทุกรายละเอียดได้แม่นยำเหมือนกดบันทึกภาพ เปิดขวดแก้วใบเล็กๆ สูดกลิ่นน้ำมันหอมเพื่อล็อกความทรงจำ แล้วเอาข้อมูลกลับมารายงานให้เจ้านายของเขาอย่าง Ana Dolabra ฟังในห้องมืดเท่านั้นแหละครับ โครงสร้างของคดีที่คิดว่าง่ายมันถูกตบคว่ำตั้งแต่ยังไม่พ้นหนึ่งในสี่ของเล่มเลย

สิ่งที่ผมชอบมากในมุมของคนที่ชอบมองอะไรเป็นระบบระเบียบนะ คือวิธีที่คนเขียนเขาวางกลไกของโลก Biopunk หรือเทคโนโลยีชีวภาพให้กลายเป็นกติกาของคดีสืบสวนได้อย่างมีตรรกะ ในจักรวรรดิ Khanum ทุกอย่างตั้งแต่กุญแจห้องนิรภัย ชุดเกราะ ไปจนถึงสมองและร่างกายของเจ้าหน้าที่ ล้วนผ่านการดัดแปลงด้วยสารสกัดจากพืชและอสูรทะเล ซึ่งพอระบบป้องกันมันซับซ้อนระดับที่ต้องใช้การตรวจสอบทางชีวภาพคำถามคือ แล้วคนร้ายที่เดินทะลุประตูลงอาคมเข้าไปเหมือนผี แถมอ่านทางฝ่ายสืบสวนออกเกือบทุกก้าว เขาใช้วิธีไหนเจาะระบบเข้าไปได้ การนั่งดู Ana ที่วันๆ เอาผ้าปิดตาไว้ตลอดเวลา นั่งดีดพิณในห้องมืดที่ผนังเต็มไปด้วยกระดาษรายงานแปะทับกันเหมือนรังหนู ค่อยๆ แยกแยะสมมติฐาน ตัดตัวแปรที่เป็นไปไม่ได้ออกทีละข้อ มันเหมือนเรานั่งดูสถาปนิกมือเก๋ารื้อพิมพ์เขียวตึกที่กำลังจะถล่มเพื่อหาจุดที่เสารับน้ำหนักถูกวางยาไว้ จังหวะการเล่าเรื่องเดินเร็วมากครับ ไม่มีช่วงที่ตัวละครมานั่งจมกับดราม่าไร้สาระเลย ทุกฉากที่ Din ต้องเดินย่ำไปตามตรอกชื้นๆ จนรองเท้าหนังเห็ดผสมน้ำมันสาหร่ายแทบทะลุ มันคือการเก็บจิ๊กซอว์ชิ้นใหม่ที่เปลี่ยนภาพรวมของคดีไปเรื่อยๆ จากคดีฆาตกรรมห้องปิดตาย ขยายสเกลไปสู่การปล้นคลังหลวง และลามไปถึงเกมการเมืองระหว่างจักรวรรดิกับราชวงศ์เก่าแก่บนเมืองสูงที่ซ่อนความลับบางอย่างไว้ใต้หมอกสีเขียว ตอนจบคือคลี่คลายได้ครบทุกปมแบบสมเหตุสมผล ไม่ทิ้งอะไรไว้ให้ค้างคาใจเลยครับ

ในแง่ของภาษาอังกฤษ ถ้าคุณอ่านผ่านเล่มแรกมาแล้ว เล่มนี้ถือว่าอยู่ในระดับ Medium ครับ โครงสร้างประโยคของ Bennett ไม่ได้ซับซ้อนหรือใช้สำนวนโบราณชวนปวดหัวเลย ประโยคค่อนข้างกระชับ ตรงไปตรงมา อ่านไหลลื่นมาก จะมีก็แค่บรรดาคำศัพท์เฉพาะทางของระบบราชการและชีวภาพในเรื่อง เช่นพวกตำแหน่งเจ้าหน้าที่หรือชื่อสารสกัดต่างๆ ที่ช่วงแรกอาจจะต้องเพ่งนิดนึง แต่พอจับบริบทได้แล้ว แทบไม่ต้องจิ้มดิกชันนารีบนหน้าจอ E-reader เลยครับ อ่านเพลินยาวๆ ได้สบาย

หนังสือเล่มนี้เหมาะมากสำหรับคนที่ชอบนิยายแนวสืบสวนสอบสวนแบบใช้สมองและตรรกะ (Whodunit / Locked-Room Mystery) ที่ผสมเข้ากับโลกแฟนตาซีที่มีกติกาชัดเจน ไม่ใช่เสกเวทมนตร์มั่วๆ มาแก้ปัญหา และชอบตัวละครที่ฉลาดทันคน ไม่พูดพร่ำทำเพลง ถ้าประเมินความคุ้มค่าของเวลาและพลังงานที่เสียไปกับความหนาเกือบแสนสี่หมื่นคำ ตอนแรกในใจผมกะว่าจะให้ไว้ที่ 4.5 เต็ม 5 ครับ และพอมานั่งทบทวนอีกทีหลังอ่านจบ ผมก็ยังยืนยันคะแนนที่ 4.5/5 เหมือนเดิมนะ คือหักไว้แค่ครึ่งคะแนนตรงที่ช่วงกลางเรื่องมีชื่อตำแหน่งกับตัวละครฝ่ายคลังหลวงและฝ่ายการเมืองโผล่มาพร้อมกันค่อนข้างเยอะจนต้องตั้งสติจำชื่อนิดนึง แต่ถ้าวัดกันที่ความแน่นของโครงสร้างพล็อต จังหวะการเดินเรื่องที่ไม่ยืดเยื้อ และความอิ่มใจตอนปิดเล่ม บอกเลยว่าเป็นการลงทุนเวลาอ่านที่คุ้มทุกนาทีครับ

Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *