จุดที่ทำให้ผมติดกับดักหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่บทแรก ไม่ใช่แค่ศพนายทหารระดับสูงที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่งอกทะลุออกมาจากร่างกายกลางคฤหาสน์หรูหราครับ แต่เป็นวิธีที่เรื่องค่อยๆ พาเราเดินสำรวจที่เกิดเหตุ เก็บเศษดิน กลิ่นเหงื่อ และรอยเท้าในโคลน ไปพร้อมกับคู่หูนักสืบที่แปลกประหลาดที่สุดคู่หนึ่งเท่าที่ผมเคยอ่านมา พอเริ่มปะติดปะต่อข้อมูลไปเรื่อยๆ จากคดีฆาตกรรมในห้องปิดตาย มันกลับค่อยๆ ขยายกลายเป็นรอยรั่วระดับจักรวรรดิที่ทำให้วางไม่ลงเลย

The Tainted Cup ของ Robert Jackson Bennett เป็นเล่มแรกของชุด Shadow of the Leviathan เรื่องเกิดในจักรวรรดิ Khanum ที่ทุกฤดูฝนจะต้องรับมือกับสัตว์ประหลาดยักษ์จากทะเลด้วยกำแพงมหึมา และใช้ศาสตร์ชีวภาพดัดแปลงทั้งพืชและร่างกายมนุษย์ให้ทำหน้าที่เฉพาะทาง ตัวเอกที่เราตามติดคือ Dinios Kol หรือ Din ผู้ช่วยนักสืบหนุ่มที่ผ่านการดัดแปลงให้เป็น Engraver มีความจำสมบูรณ์แบบชนิดเก็บทุกรายละเอียดผ่านประสาทสัมผัสได้หมด แต่เจ้านายของเขาคือ Ana Dolabra นักสืบอัจฉริยะที่ดันเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ผ้าผูกตาปิดไว้ตลอดเวลาเพราะรับสิ่งเร้าภายนอกมากเกินไปไม่ไหว… เอาจริงๆ แรกๆ ผมก็แอบหงุดหงิดแทน Din อยู่เหมือนกันนะ คือตัวเองต้องเดินลุยโคลนสีแดงแฉะๆ ตากฝน ดมกลิ่นศพ ในขณะที่เจ้านายนั่งจิบไวน์ไขว่ห้างอยู่ในห้องเงียบๆ แล้วคอยยิงคำถามไล่ต้อน
แต่พออ่านไปได้สักพัก ผมกลับชอบจังหวะการทำงานของสองคนนี้มากครับ มันเหมือนเรากำลังดูระบบที่ถูกออกแบบมาให้เติมเต็มกันพอดี Din ทำหน้าที่เป็นเซ็นเซอร์เก็บข้อมูลดิบ ส่วน Ana เป็นหน่วยประมวลผลที่มองทะลุโครงสร้างและหาความผิดปกติจากข้อมูลพวกนั้น เวลา Ana เคาะนิ้วฟังเสียงเล่านิ่งๆ แล้วชี้จุดที่เราอ่านผ่านไปแล้วแต่ไม่ทันเอะใจ มันให้ความรู้สึกเหมือนเวลาเราตรวจระบบงานที่ดูเหมือนทุกอย่างรันผ่านปกติ แต่พอกาง Log มาไล่ดูทีละบรรทัด ดันเจอว่าตัวเลขมันถูกแต่งขึ้นมา

สิ่งที่ผมประทับใจอีกอย่างคือโลกแฟนตาซีในเรื่องครับ แสงตะเกียงสีฟ้าในหมอกตอนเช้า กลิ่นความชื้นของฤดูฝน เสียงปืนใหญ่บนกำแพงเมืองที่ดังสะเทือนมาไกลๆ หรือห้องแล็บที่มีขวดโหลใส่เชื้อรากับหนอนประหลาด ทุกอย่างไม่ได้ใส่มาเพื่อให้ฉากดูอลังการเฉยๆ แต่มันผูกเข้ากับกลไกการฆาตกรรมและแรงจูงใจของคนในเรื่องทั้งหมด จังหวะการเดินเรื่องกระชับมาก ไม่มีช่วงยืดเยื้อ พอคลายปมหนึ่งได้ ปมใหม่ที่ใหญ่กว่าก็ขยับเข้ามาแทนที่ทันที แถมยังมีมุกตลกหน้าตายจากความเพี้ยนของ Ana กับความพยายามจะทำตัวให้ดูเป็นมืออาชีพของ Din มาช่วยเบรกความตึงเครียดได้ถูกจังหวะ
ภาษาอังกฤษของเล่มนี้ผมประเมินไว้ที่ระดับ Medium ค่อนไปทาง Advanced ครับ โครงสร้างประโยคและบทสนทนาอ่านลื่นไหลตามสไตล์นิยายสืบสวนสมัยใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้ต้องตั้งใจอ่านคือศัพท์เฉพาะของโลกในเรื่อง ทั้งชื่อตำแหน่ง หน่วยงาน และศัพท์เกี่ยวกับการดัดแปลงร่างกายหรือชีววิทยา เช่นคำว่า Apoth, Sublime หรือ Suffusion ที่เปิดพจนานุกรมไปก็อาจไม่ช่วย ต้องอาศัยการจับบริบทเอาจากเนื้อเรื่อง ช่วงแรกอาจต้องใช้เวลาปรับตัวกับคำพวกนี้นิดนึง แต่พอคุ้นมือแล้วอ่านไหลยาวได้เลยครับ

ถ้าคุณชอบนิยายสืบสวนกลิ่นอาย Sherlock Holmes กับหมอ Watson ที่จับไปวางในโลกแฟนตาซีชีวภาพแปลกใหม่ มีปริศนาซ้อนปริศนาที่เฉลยออกมาแล้วสมเหตุสมผลและจบในเล่มแบบอิ่มใจ ไม่ค้างคา เล่มนี้ตอบโจทย์มากครับ ในมุมของผมที่ชอบเรื่องราวที่มีตรรกะแน่นๆ จังหวะกระชับ และระบบของโลกที่คิดมาครบ ผมให้คะแนนเล่มนี้ที่ 4.5/5 เลยครับ หักไว้ครึ่งคะแนนตรงช่วงต้นที่อัดคำศัพท์เฉพาะของโลกมาค่อนข้างถี่จนต้องค่อยๆ ตั้งสติจำระบบอยู่พักใหญ่ แต่พอเครื่องติดแล้วคุ้มค่าเวลาที่ลงทุนอ่านแน่นอน
สำหรับฉบับของสำนักพิมพ์ Del Rey ความยาวอยู่ที่ประมาณ 432 หน้าครับ

ใส่ความเห็น